Kelomn.com
Business Law for the Business Life

แชร์บทความนี้

แชท ฟีด เครือข่ายงาน โพสต์สั้น
น้องแว่นอธิบาย roadmap เช็กลิสต์มาตรฐาน PDPA ในคาเฟ่กฎหมาย Kelomn

น้องแว่น — Kelomn Legal Café · มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

128 Checklist มาตรฐานใหม่ PDPA

ชื่อในบทความนี้เป็นชื่อสมมติ ไม่มีตัวตนจริง เป็นเพียงการเล่าเรื่องทางวิชาการ ไม่ได้ตั้งใจจะพาดพิงบุคคลใดนะคะ

ช่วงนี้หลายองค์กรเริ่มถามกันว่า “มาตรฐาน PDPA ที่ต้องผ่านมีอะไรบ้าง?” เพราะมีระบบรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลออกมาแล้วค่ะ

น้องแว่นเลยสรุป เช็กลิสต์ ๑๒๘ ข้อ ที่แบ่งเป็น ๔ กลุ่ม ๑๐ ด้าน ตามประกาศรับรองมาตรฐาน PDPA พ.ศ. ๒๕๖๙ มาเล่าให้ฟังง่าย ๆ ทีละด้าน พร้อมตัวบทกฎหมายจริงให้ดูทุกด้าน เพื่อให้คุณเช็กองค์กรของตัวเองได้ค่ะ

ภาพรวม  ·  เกณฑ์ 4 กลุ่ม 10 ด้าน 128 ข้อ

ก่อนลงรายละเอียดทีละด้าน น้องแว่นขอวางภาพใหญ่ให้เห็นก่อนค่ะ ว่าเกณฑ์มาตรฐานทั้งหมดถูกจัดเป็น 4 กลุ่ม แตกย่อยเป็น 10 ด้าน รวม 128 ข้อ ตามที่ประกาศกำหนดไว้

กลุ่มเกณฑ์เนื้อหาครอบคลุมด้านจำนวนข้อ
กลุ่ม 1นโยบายและการบริหารจัดการด้าน 1–223 ข้อ
กลุ่ม 2การอบรมและการสร้างความตระหนักรู้ด้าน 37 ข้อ
กลุ่ม 3สิทธิ ความโปร่งใส บันทึก และการแบ่งปันข้อมูลด้าน 4–865 ข้อ
กลุ่ม 4ระบบเทคโนโลยี ความมั่นคงปลอดภัย และการแจ้งเหตุด้าน 9–1033 ข้อ
รวมทั้งหมด128 ข้อ
ดูครบทั้ง 10 ด้าน
ด้านชื่อด้านอยู่ในกลุ่มจำนวนข้อ
ด้าน 1องค์กรและการกำกับดูแลกลุ่ม 113 ข้อ
ด้าน 2นโยบายและแนวปฏิบัติกลุ่ม 110 ข้อ
ด้าน 3การอบรมและการสร้างความตระหนักรู้กลุ่ม 27 ข้อ
ด้าน 4สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลกลุ่ม 311 ข้อ
ด้าน 5การแจ้งวัตถุประสงค์และความโปร่งใสกลุ่ม 311 ข้อ
ด้าน 6การจัดทำบันทึก ROPA และฐานทางกฎหมายกลุ่ม 317 ข้อ
ด้าน 7ข้อตกลงประมวลผลและการแบ่งปันข้อมูลกลุ่ม 319 ข้อ
ด้าน 8ความเสี่ยงและการประเมินผลกระทบ (DPIA)กลุ่ม 37 ข้อ
ด้าน 9มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยกลุ่ม 417 ข้อ
ด้าน 10การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลกลุ่ม 416 ข้อ
สรุปสาระสำคัญของประกาศ สคส. (หลักเกณฑ์การให้ใบรับรองและเครื่องหมายรับรองฯ พ.ศ. ๒๕๖๙)
ข้อ ๕ ในการให้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำนักงานจะพิจารณาว่าผู้ยื่นคำขอรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผ่านเกณฑ์การตรวจมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ครอบคลุมทั้ง ๔ กลุ่ม ๑๐ ด้าน จำนวน ๑๒๘ ข้อ ตามที่สำนักงานกำหนดไว้ตามเอกสารแนบท้ายประกาศฉบับนี้
ที่มา: ประกาศ สคส. (หลักเกณฑ์การให้ใบรับรองและเครื่องหมายรับรองฯ พ.ศ. ๒๕๖๙) ข้อ ๕ · ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 152 ง · 18 มิถุนายน 2569

ผ่านเกณฑ์แค่ไหน ถึงจะได้ใบรับรอง

อีกเรื่องที่หลายองค์กรอยากรู้คือ ต้องได้คะแนนเท่าไหร่ถึงจะผ่านค่ะ ประกาศกำหนดใบรับรองไว้ 2 ระดับตามคะแนนที่ได้ ดังนี้

ระดับใบรับรองเกณฑ์คะแนนความหมาย
ผ่านการรับรองมาตรฐาน
(PDPA Compliance Certificate)
ตั้งแต่ ๘๐% ถึง ๘๙.๙%ทำตามข้อที่กฎหมายกำหนดครบทุกข้อที่ถูกประเมิน
ได้รับมาตรฐาน + เครื่องหมายรับรอง
(PDPA Certificate + Certification mark)
ตั้งแต่ ๙๐% ขึ้นไปทำครบทั้งข้อที่กฎหมายกำหนดและข้อที่เป็นแนวปฏิบัติที่ดี
สรุปสาระสำคัญของประกาศ สคส. (หลักเกณฑ์การให้ใบรับรองและเครื่องหมายรับรองฯ พ.ศ. ๒๕๖๙)
ข้อ ๗ สำนักงานจะพิจารณาให้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับผู้ยื่นคำขอ หากปรากฏว่าผ่านเกณฑ์การตรวจมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยได้ปฏิบัติตามข้อที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติและข้อที่เป็นแนวปฏิบัติที่ดี ซึ่งได้รับคะแนนตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(๑) เมื่อผู้ยื่นคำขอได้ปฏิบัติตามข้อที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติทุกข้อที่ถูกประเมิน หากได้รับคะแนนการประเมินไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๘๐ แต่ไม่เกินร้อยละ ๘๙.๙ ของคะแนนตามหัวข้อที่ถูกประเมิน จะได้ใบรับรองระดับผ่านการรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA Compliance Certificate)
(๒) เมื่อผู้ยื่นคำขอได้ปฏิบัติตามข้อที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติทุกข้อที่ถูกประเมินและข้อที่เป็นแนวปฏิบัติที่ดี หากได้รับคะแนนการประเมินไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๙๐ ของคะแนนตามหัวข้อที่ถูกประเมิน จะได้รับใบรับรองระดับได้รับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA Certificate) และเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Certification mark)
ที่มา: ประกาศ สคส. (หลักเกณฑ์การให้ใบรับรองและเครื่องหมายรับรองฯ พ.ศ. ๒๕๖๙) ข้อ ๗ · ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 152 ง · 18 มิถุนายน 2569

ด้าน 1–5  ·  องค์กร นโยบาย คน สิทธิ และความโปร่งใส

1

มี DPO กับทีมดูแลข้อมูลหรือยัง

ด้านแรกของเกณฑ์ ๑๒๘ ข้อ คือเรื่ององค์กรและการกำกับดูแล หัวใจคือต้องมีคนรับผิดชอบข้อมูลส่วนบุคคลชัดเจน บางองค์กรกฎหมายบังคับให้ต้องตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) และต้องให้เขาทำงานได้อย่างอิสระด้วยค่ะ

พี่เอเปิดบริษัทเก็บข้อมูลลูกค้าเยอะมาก วันก่อนมาถามน้องแว่นว่าต้องมีคนดูแลเรื่องข้อมูลโดยเฉพาะไหม น้องแว่นเลยชวนดูข้อแรกของเช็กลิสต์ก่อนเลยค่ะ ว่าด้านองค์กรและการกำกับดูแลเขาดูอะไรกันบ้าง

สิ่งที่เกณฑ์ดูในด้านองค์กรต้องทำอะไร
แต่งตั้ง DPOองค์กรที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายต้องมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ความเป็นอิสระของ DPOให้อำนาจหน้าที่และทรัพยากรเพียงพอ ให้ทำงานได้อย่างอิสระ
จำนวนเกณฑ์ในด้านนี้องค์กรและการกำกับดูแล ๑๓ ข้อในเช็กลิสต์
💡สรุปสั้น ๆ: องค์กรที่เข้าเงื่อนไขต้องมี DPO และต้องจัดอำนาจหน้าที่กับทรัพยากรให้เพียงพอ เพื่อให้ DPO ทำงานได้จริงและเป็นอิสระ
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บัญญัติไว้ว่า
มาตรา ๔๑ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของตน ในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นหน่วยงานของรัฐตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
(๒) การดำเนินกิจกรรมของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลหรือระบบอย่างสม่ำเสมอโดยเหตุที่มีข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมากตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
(๓) กิจกรรมหลักของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๖ ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ในเครือกิจการหรือเครือธุรกิจเดียวกันเพื่อการประกอบกิจการหรือธุรกิจร่วมกันตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา ๒๙ วรรคสอง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวอาจจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลร่วมกันได้ ทั้งนี้ สถานที่ทำการแต่ละแห่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในเครือกิจการหรือเครือธุรกิจเดียวกันดังกล่าวต้องสามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยง่าย ความในวรรคสองให้นำมาใช้บังคับแก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐตาม (๑) ซึ่งมีขนาดใหญ่หรือมีสถานที่ทำการหลายแห่งโดยอนุโลม ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่งต้องแต่งตั้งตัวแทนตามมาตรา ๓๗ (๕) ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่ตัวแทนโดยอนุโลม ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ต้องแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลและสำนักงานทราบ ทั้งนี้ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลและการใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ได้ คณะกรรมการอาจประกาศกำหนดคุณสมบัติของเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้ โดยคำนึงถึงความรู้หรือความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอาจเป็นพนักงานของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลหรือเป็นผู้รับจ้างให้บริการตามสัญญากับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลก็ได้
ที่มา: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๔๑
น้องแว่น Kelomn

น้องแว่นสรุปค่ะ

  1. บางองค์กรต้องมี DPO หรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายกำหนด
  2. ต้องให้ DPO มีอำนาจ หน้าที่ และทรัพยากรพอ ทำงานได้อย่างอิสระ
  3. ด้านนี้มี 13 ข้อ เป็นจุดเริ่มต้นของเช็กลิสต์ทั้งหมด
2

มีนโยบายข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษรไหม

ด้านที่สองคือเรื่องนโยบายและแนวปฏิบัติ องค์กรต้องมีกติกาการดูแลข้อมูลที่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และทบทวนให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพราะหลักของกฎหมายคือ ต้องรับผิดชอบและพิสูจน์ได้ ค่ะ

พี่บีบอกน้องแว่นว่าที่ออฟฟิศก็ดูแลข้อมูลดีอยู่แล้ว แค่ไม่ได้เขียนเป็นเอกสารอะไร น้องแว่นเลยบอกว่าในเกณฑ์เขาให้ความสำคัญกับ การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร มากเลยค่ะ เพราะถ้าไม่มีเอกสาร เวลาตรวจก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าทำจริง

สิ่งที่เกณฑ์ดูในด้านนโยบายต้องทำอะไร
มีนโยบายเป็นเอกสารจัดทำนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นลายลักษณ์อักษร
ทบทวนให้ทันสมัยทบทวนนโยบายและแนวปฏิบัติเป็นระยะ ให้สอดคล้องกฎหมายปัจจุบัน
จำนวนเกณฑ์ในด้านนี้นโยบายและแนวปฏิบัติ ๑๐ ข้อในเช็กลิสต์
💡สรุปสั้น ๆ: นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลต้องเป็นลายลักษณ์อักษร ครอบคลุมตั้งแต่การเก็บ ใช้ เปิดเผย ไปจนถึงการทบทวน เพื่อให้ทุกคนในองค์กรทำตามได้
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บัญญัติไว้ว่า
มาตรา ๓๗ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวนมาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
ที่มา: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๓๗
น้องแว่น Kelomn

น้องแว่นสรุปค่ะ

  1. ต้องมีนโยบายคุ้มครองข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่ทำกันปากเปล่า
  2. ต้องทบทวนนโยบายให้ทันกฎหมายและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป
  3. ด้านนี้มี 10 ข้อ ช่วยให้ทั้งองค์กรทำเรื่องข้อมูลไปในทางเดียวกัน
3

อบรมพนักงานให้รู้เรื่องข้อมูลหรือยัง

กลุ่มที่สองของเกณฑ์เน้นเรื่องคน นั่นคือการอบรมและสร้างความตระหนักรู้ ให้พนักงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจว่าต้องดูแลข้อมูลส่วนบุคคลอย่างไร เพราะมาตรการที่ดีจะใช้ได้จริงก็ต่อเมื่อคนทำงานเข้าใจค่ะ

น้าซีเป็นหัวหน้าทีม บ่นกับน้องแว่นว่าน้อง ๆ ในทีมยังเผลอส่งข้อมูลลูกค้าให้กันทางแชตอยู่เลย น้องแว่นเลยบอกว่าในกลุ่มที่สองของเกณฑ์มีเรื่อง การอบรม โดยเฉพาะค่ะ เพราะระบบจะดีแค่ไหน ถ้าคนไม่เข้าใจก็พลาดได้

สิ่งที่เกณฑ์ดูในด้านอบรมต้องทำอะไร
อบรมพนักงานให้ความรู้พนักงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
สร้างความตระหนักสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจหน้าที่และความเสี่ยงในงานของตน
จำนวนเกณฑ์ในด้านนี้การอบรมและการสร้างความตระหนักรู้ ๗ ข้อในเช็กลิสต์
💡สรุปสั้น ๆ: องค์กรต้องจัดอบรมและสร้างความตระหนักให้พนักงาน ให้รู้บทบาทหน้าที่ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และทำให้เป็นกิจวัตรไม่ใช่ครั้งเดียวจบ
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บัญญัติไว้ว่า
มาตรา ๔๐ ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้
(๒) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้งแจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น
(๓) จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่ปฏิบัติตาม (๑) สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลใด ให้ถือว่าผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น การดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อควบคุมการดำเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ความใน (๓) อาจยกเว้นมิให้นำมาใช้บังคับกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการขนาดเล็กตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เว้นแต่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือมิใช่กิจการที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นครั้งคราว หรือมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๖
ที่มา: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๔๐
น้องแว่น Kelomn

น้องแว่นสรุปค่ะ

  1. ต้องอบรมพนักงานที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  2. ต้องสร้างความตระหนักให้เป็นกิจวัตร ไม่ใช่อบรมครั้งเดียวแล้วเลิก
  3. ด้านนี้มี 7 ข้อ ดูแลเรื่องคนซึ่งเป็นจุดที่พลาดได้บ่อย
4

ลูกค้าขอดู/ลบข้อมูลได้จริงไหม

เข้าสู่กลุ่มที่สาม ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของเกณฑ์ เริ่มจากด้านสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หัวใจคือ ลูกค้าหรือเจ้าของข้อมูลขอเข้าถึง ขอสำเนา หรือขอลบข้อมูลของตนได้จริง และองค์กรต้องมีกระบวนการรองรับค่ะ

ลุง D ขายของออนไลน์ เจอลูกค้าทักมาขอให้ลบข้อมูลออกจากระบบ แกงงว่าต้องทำตามไหม น้องแว่นเลยอธิบายว่ากฎหมายให้ เจ้าของข้อมูล มีสิทธิขอเข้าถึงและขอลบข้อมูลของตัวเองได้ องค์กรต้องมีช่องทางรองรับค่ะ

สิทธิของเจ้าของข้อมูลองค์กรต้องรองรับอย่างไร
สิทธิขอเข้าถึง/ขอสำเนาจัดให้เจ้าของข้อมูลขอดูและขอรับสำเนาข้อมูลของตนได้
สิทธิอื่น ๆรองรับการขอแก้ไข ขอลบ และขอคัดค้านการใช้ข้อมูล
จำนวนเกณฑ์ในด้านนี้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ๑๑ ข้อในเช็กลิสต์
💡สรุปสั้น ๆ: เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลของตน องค์กรต้องมีช่องทางและขั้นตอนให้ใช้สิทธิได้จริง ไม่ใช่เขียนไว้เฉย ๆ
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บัญญัติไว้ว่า
มาตรา ๓๐ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือขอให้เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวที่ตนไม่ได้ให้ความยินยอม ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องปฏิบัติตามคำขอตามวรรคหนึ่ง จะปฏิเสธคำขอได้เฉพาะในกรณีที่เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล และการเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลนั้นจะส่งผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลปฏิเสธคำขอตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลบันทึกการปฏิเสธคำขอดังกล่าวพร้อมด้วยเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา ๓๙ เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีคำขอตามวรรคหนึ่งและเป็นกรณีที่ไม่อาจปฏิเสธคำขอได้ตามวรรคสอง ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ คณะกรรมการอาจกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาตามวรรคหนึ่ง รวมทั้งการขยายระยะเวลาตามวรรคสี่หรือหลักเกณฑ์อื่นตามความเหมาะสมก็ได้
ที่มา: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๓๐
น้องแว่น Kelomn

น้องแว่นสรุปค่ะ

  1. เจ้าของข้อมูลขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลของตนได้
  2. องค์กรต้องมีช่องทางให้ขอแก้ไข ขอลบ หรือขอคัดค้านได้จริง
  3. ด้านนี้มี 11 ข้อ เป็นหัวใจของการเคารพสิทธิเจ้าของข้อมูล
5

บอกชัดไหมว่าเก็บข้อมูลไปทำอะไร

ด้านที่ห้าคือการแจ้งวัตถุประสงค์และความโปร่งใส กฎหมายกำหนดว่าก่อนหรือขณะเก็บข้อมูล ต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบรายละเอียด เช่น เก็บไปทำอะไร เก็บนานแค่ไหน และเขามีสิทธิอย่างไร นี่คือที่มาของ ประกาศความเป็นส่วนตัว ที่เราเห็นกันบ่อยค่ะ

พี่เอกลับมาถามอีกรอบ ว่าเวลาขอข้อมูลลูกค้าต้องบอกอะไรเขาบ้าง น้องแว่นเลยพาดูด้านความโปร่งใส ว่าก่อนเก็บข้อมูลต้อง แจ้งให้เจ้าของข้อมูลรู้ ว่าจะเอาไปทำอะไร เก็บนานแค่ไหน และเขามีสิทธิอะไรบ้างค่ะ

สิ่งที่เกณฑ์ดูในด้านความโปร่งใสต้องทำอะไร
แจ้งวัตถุประสงค์บอกชัดว่าเก็บข้อมูลไปใช้ทำอะไร ก่อนหรือขณะเก็บ
แจ้งรายละเอียดที่จำเป็นเช่น ระยะเวลาเก็บ ผู้รับข้อมูล และสิทธิของเจ้าของข้อมูล
จำนวนเกณฑ์ในด้านนี้การแจ้งวัตถุประสงค์และความโปร่งใส ๑๑ ข้อในเช็กลิสต์
💡สรุปสั้น ๆ: ต้องแจ้งวัตถุประสงค์ของการเก็บข้อมูลให้เจ้าของข้อมูลทราบก่อนหรือในขณะเก็บ พร้อมข้อมูลที่จำเป็น เช่น ระยะเวลาเก็บและสิทธิของเจ้าของข้อมูล
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บัญญัติไว้ว่า
มาตรา ๒๓ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลถึงรายละเอียด ดังต่อไปนี้ เว้นแต่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ทราบถึงรายละเอียดนั้นอยู่แล้ว
(๑) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมเพื่อการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้หรือเปิดเผยซึ่งรวมถึงวัตถุประสงค์ตามที่มาตรา ๒๔ ให้อำนาจในการเก็บรวบรวมได้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
(๒) แจ้งให้ทราบถึงกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายหรือสัญญาหรือมีความจำเป็นต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเข้าทำสัญญา รวมทั้งแจ้งถึงผลกระทบที่เป็นไปได้จากการไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคล
(๓) ข้อมูลส่วนบุคคลที่จะมีการเก็บรวบรวมและระยะเวลาในการเก็บรวบรวมไว้ ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาดังกล่าวได้ชัดเจน ให้กำหนดระยะเวลาที่อาจคาดหมายได้ตามมาตรฐานของการเก็บรวบรวม
(๔) ประเภทของบุคคลหรือหน่วยงานซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมอาจจะถูกเปิดเผย
(๕) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อในกรณีที่มีตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้แจ้งข้อมูล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อของตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย
(๖) สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๑๙ วรรคห้า มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๓ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๗๓ วรรคหนึ่ง
ที่มา: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๒๓
น้องแว่น Kelomn

น้องแว่นสรุปค่ะ

  1. ก่อนหรือขณะเก็บข้อมูล ต้องแจ้งวัตถุประสงค์ให้เจ้าของข้อมูลทราบ
  2. ต้องแจ้งรายละเอียดที่จำเป็น เช่น ระยะเวลาเก็บและสิทธิของเจ้าของข้อมูล
  3. ด้านนี้มี 11 ข้อ คือที่มาของประกาศความเป็นส่วนตัวที่เห็นกันบ่อย
น้องแว่นถือแก้วกาแฟและอ่านเอกสารเช็กลิสต์ในคาเฟ่กฎหมาย Kelomn

พักจิบกาแฟสักครู่ แล้วไปต่อกับกลุ่มที่ 3 และ 4 กันค่ะ

ด้าน 6–10  ·  บันทึก การแบ่งปัน ความเสี่ยง ความปลอดภัย และการแจ้งเหตุ

6

มีบันทึกว่าใช้ข้อมูลทำอะไรบ้างไหม

ด้านที่หกคือการจัดทำบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผล (ROPA) และฐานทางกฎหมาย กฎหมายให้ผู้ควบคุมข้อมูลบันทึกไว้ว่าเก็บข้อมูลอะไร เพื่ออะไร และเปิดเผยให้ใคร เพื่อให้เจ้าของข้อมูลและสำนักงานตรวจสอบได้ค่ะ

พี่บีถามต่อว่า ถ้าวันหนึ่งสำนักงานมาตรวจ จะดูจากอะไรว่าองค์กรใช้ข้อมูลอย่างถูกต้อง น้องแว่นเลยพาดูด้านการจัดทำบันทึก หรือที่เรียกกันว่า ROPA ว่าต้องจดไว้ว่าเก็บข้อมูลอะไร เพื่ออะไร และใช้ฐานทางกฎหมายข้อไหนค่ะ

สิ่งที่เกณฑ์ดูในด้าน ROPAต้องทำอะไร
ทำบันทึกการประมวลผลจดรายการว่าเก็บข้อมูลอะไร เพื่ออะไร และเปิดเผยให้ใคร
ระบุฐานทางกฎหมายระบุว่าใช้ความยินยอมหรือฐานอื่นในการเก็บใช้ข้อมูล
จำนวนเกณฑ์ในด้านนี้การจัดทำบันทึก ROPA และฐานทางกฎหมาย ๑๗ ข้อในเช็กลิสต์
💡สรุปสั้น ๆ: ต้องทำบันทึก ROPA อย่างน้อยตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ข้อมูลที่เก็บ วัตถุประสงค์ ผู้รับข้อมูล และระยะเวลาเก็บ พร้อมระบุฐานทางกฎหมายที่ใช้
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บัญญัติไว้ว่า
มาตรา ๓๙ ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลบันทึกรายการ อย่างน้อยดังต่อไปนี้ เพื่อให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลและสำนักงานสามารถตรวจสอบได้ โดยจะบันทึกเป็นหนังสือหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้
(๑) ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการเก็บรวบรวม
(๒) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละประเภท
(๓) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
(๔) ระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล
(๕) สิทธิและวิธีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งเงื่อนไขเกี่ยวกับบุคคลที่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและเงื่อนไขในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลนั้น
(๖) การใช้หรือเปิดเผยตามมาตรา ๒๗ วรรคสาม
(๗) การปฏิเสธคำขอหรือการคัดค้านตามมาตรา ๓๐ วรรคสาม มาตรา ๓๑ วรรคสาม มาตรา ๓๒ วรรคสาม และมาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง
(๘) คำอธิบายเกี่ยวกับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรา ๓๗ (๑) ความในวรรคหนึ่งให้นำมาใช้บังคับกับตัวแทนของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๕ วรรคสอง โดยอนุโลม ความใน (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) และ (๘) อาจยกเว้นมิให้นำมาใช้บังคับกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการขนาดเล็กตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เว้นแต่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือมิใช่กิจการที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นครั้งคราว หรือมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๖
ที่มา: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๓๙
น้องแว่น Kelomn

น้องแว่นสรุปค่ะ

  1. ต้องทำบันทึก ROPA ว่าเก็บข้อมูลอะไร เพื่ออะไร และเปิดเผยให้ใคร
  2. ต้องระบุฐานทางกฎหมายที่ใช้ในการเก็บและใช้ข้อมูล
  3. ด้านนี้มี 17 ข้อ ช่วยให้พิสูจน์ได้เวลามีการตรวจสอบ
7

ส่งข้อมูลให้คู่ค้า/ต่างประเทศ รัดกุมไหม

ด้านที่เจ็ดเป็นด้านที่มีเกณฑ์มากที่สุด คือข้อตกลงการประมวลผลและการแบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing) ครอบคลุมทั้งการจ้างผู้ประมวลผลภายนอกและการส่งข้อมูลไปต่างประเทศ ซึ่งปลายทางต้องมีมาตรฐานคุ้มครองข้อมูลที่เพียงพอค่ะ

ลุง F ใช้บริการคลาวด์ของบริษัทต่างประเทศเก็บข้อมูลลูกค้า เลยถามน้องแว่นว่าแบบนี้ทำได้ไหม น้องแว่นบอกว่าทำได้ค่ะ แต่ต้องดูด้าน การส่งข้อมูลให้คู่ค้าและการส่งออกนอกประเทศ ให้รัดกุม มีข้อตกลงและมาตรฐานคุ้มครองที่เพียงพอ

สิ่งที่เกณฑ์ดูในด้านแบ่งปันข้อมูลต้องทำอะไร
ข้อตกลงประมวลผลข้อมูลทำข้อตกลง (DPA) กับผู้ประมวลผลภายนอกให้ชัดเจน
ส่งข้อมูลออกต่างประเทศปลายทางต้องมีมาตรฐานคุ้มครองข้อมูลที่เพียงพอ
จำนวนเกณฑ์ในด้านนี้ข้อตกลงประมวลผลและการแบ่งปันข้อมูล ๑๙ ข้อในเช็กลิสต์
💡สรุปสั้น ๆ: การส่งหรือโอนข้อมูลไปต่างประเทศ ปลายทางต้องมีมาตรฐานคุ้มครองข้อมูลที่เพียงพอตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด และต้องมีข้อตกลงกับผู้ประมวลผลที่ชัดเจน
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บัญญัติไว้ว่า
มาตรา ๒๘ ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดตามมาตรา ๑๖ (๕) เว้นแต่
(๑) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย
(๒) ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว
(๓) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น
(๔) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
(๕) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลหรือบุคคลอื่น เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมในขณะนั้นได้
(๖) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอของประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคล ให้เสนอต่อคณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอาจขอให้ทบทวนได้เมื่อมีหลักฐานใหม่ทำให้เชื่อได้ว่าประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลมีการพัฒนาจนมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอ
ที่มา: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๒๘
น้องแว่น Kelomn

น้องแว่นสรุปค่ะ

  1. จ้างผู้ประมวลผลภายนอกต้องมีข้อตกลง (DPA) ที่ชัดเจน
  2. ส่งข้อมูลไปต่างประเทศ ปลายทางต้องมีมาตรฐานคุ้มครองที่เพียงพอ
  3. ด้านนี้มี 19 ข้อ มากที่สุดในเช็กลิสต์ เพราะความเสี่ยงสูง
8

ประเมินความเสี่ยงข้อมูลหรือยัง

ด้านที่แปดคือความเสี่ยงและการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPIA) สำหรับกิจกรรมที่เสี่ยงสูง องค์กรควรประเมินผลกระทบและวางมาตรการลดความเสี่ยงไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ข้อมูลของคนจำนวนมากได้รับผลกระทบค่ะ

น้าซีกำลังจะทำระบบเก็บข้อมูลสุขภาพพนักงาน เลยถามน้องแว่นว่าควรระวังอะไรเป็นพิเศษไหม น้องแว่นบอกว่าข้อมูลแบบนี้ละเอียดอ่อนมากค่ะ ด้านการประเมินความเสี่ยง หรือ DPIA จึงสำคัญ ควรประเมินผลกระทบก่อนเริ่มทำเลย

สิ่งที่เกณฑ์ดูในด้านความเสี่ยงต้องทำอะไร
ประเมินผลกระทบ (DPIA)ประเมินความเสี่ยงต่อสิทธิของเจ้าของข้อมูลในกิจกรรมเสี่ยงสูง
วางมาตรการลดความเสี่ยงกำหนดวิธีลดความเสี่ยงก่อนเริ่มเก็บหรือใช้ข้อมูล
จำนวนเกณฑ์ในด้านนี้ความเสี่ยงและการประเมินผลกระทบ (DPIA) ๗ ข้อในเช็กลิสต์
💡สรุปสั้น ๆ: กิจกรรมที่เสี่ยงสูงต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูล ควรทำการประเมินผลกระทบ (DPIA) และกำหนดมาตรการลดความเสี่ยงก่อนดำเนินการ
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๓๗ (เฉพาะอนุมาตราที่เกี่ยวข้อง) บัญญัติไว้ว่า
มาตรา ๓๗ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวนมาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
ที่มา: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๓๗
น้องแว่น Kelomn

น้องแว่นสรุปค่ะ

  1. กิจกรรมเสี่ยงสูงควรประเมินผลกระทบด้านข้อมูล (DPIA) ก่อนทำ
  2. ต้องวางมาตรการลดความเสี่ยงให้เจ้าของข้อมูลล่วงหน้า
  3. ด้านนี้มี 7 ข้อ ป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดจริง
9

ระบบปลอดภัยพอไหม กันข้อมูลรั่ว

กลุ่มสุดท้ายคือระบบเทคโนโลยีและความมั่นคงปลอดภัย เริ่มจากด้านมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย กฎหมายกำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสม เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย ถูกเข้าถึง หรือถูกเปิดเผยโดยมิชอบ และต้องทบทวนเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไปค่ะ

ลุง D ถามต่อว่าจะกันข้อมูลลูกค้าไม่ให้รั่วได้ยังไง เพราะเคยได้ยินข่าวข้อมูลหลุดบ่อย ๆ น้องแว่นเลยพาเข้ากลุ่มสุดท้าย เรื่องระบบและความมั่นคงปลอดภัย ว่ากฎหมายบังคับให้มี มาตรการที่เหมาะสม กันข้อมูลสูญหายหรือถูกเข้าถึงโดยมิชอบค่ะ

สิ่งที่เกณฑ์ดูในด้านความปลอดภัยต้องทำอะไร
มีมาตรการความปลอดภัยจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมกันข้อมูลรั่วหรือถูกเข้าถึงโดยมิชอบ
ทบทวนให้ทันเทคโนโลยีปรับปรุงมาตรการเมื่อจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป
จำนวนเกณฑ์ในด้านนี้มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ๑๗ ข้อในเช็กลิสต์
💡สรุปสั้น ๆ: ต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ป้องกันข้อมูลสูญหาย เข้าถึง หรือเปิดเผยโดยมิชอบ และทบทวนมาตรการให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๓๗ (เฉพาะอนุมาตราที่เกี่ยวข้อง) บัญญัติไว้ว่า
มาตรา ๓๗ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวนมาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
ที่มา: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๓๗ (๑)
น้องแว่น Kelomn

น้องแว่นสรุปค่ะ

  1. ต้องมีมาตรการความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ป้องกันข้อมูลรั่ว
  2. ต้องทบทวนมาตรการให้ทันเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป
  3. ด้านนี้มี 17 ข้อ เป็นเกราะป้องกันข้อมูลของลูกค้า
10

ข้อมูลรั่วแล้ว แจ้งทันใน 72 ชม.ไหม

ด้านสุดท้ายของเช็กลิสต์คือการแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายกำหนดชัดว่าเมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่ว ต้องแจ้งสำนักงานภายใน ๗๒ ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ และถ้าความเสี่ยงสูงต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลพร้อมแนวทางเยียวยาด้วยค่ะ

ปิดท้าย พี่เอถามคำถามที่หลายคนกังวลที่สุด ว่าถ้าข้อมูลรั่วขึ้นมาจริง ๆ ต้องทำยังไง น้องแว่นเลยเน้นเลยค่ะว่ากฎหมายกำหนดให้ แจ้งสำนักงานภายใน ๗๒ ชั่วโมง นับแต่ทราบเหตุ และถ้าเสี่ยงสูงต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลด้วย

เมื่อข้อมูลรั่ว ต้องทำอะไรกรอบเวลา/เงื่อนไข
แจ้งสำนักงานแจ้งโดยไม่ชักช้า ภายใน ๗๒ ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ
แจ้งเจ้าของข้อมูลถ้าเสี่ยงสูง ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลพร้อมแนวทางเยียวยา
จำนวนเกณฑ์ในด้านนี้การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ๑๖ ข้อในเช็กลิสต์
💡สรุปสั้น ๆ: เมื่อเกิดเหตุละเมิดข้อมูล ต้องแจ้งสำนักงานโดยไม่ชักช้าภายใน ๗๒ ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ และถ้าเสี่ยงสูงต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลพร้อมแนวทางเยียวยา
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๓๗ (เฉพาะอนุมาตราที่เกี่ยวข้อง) บัญญัติไว้ว่า
มาตรา ๓๗ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๔) แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สำนักงานโดยไม่ชักช้าภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้ เว้นแต่การละเมิดดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ในกรณีที่การละเมิดมีความเสี่ยงสูงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ให้แจ้งเหตุการละเมิดให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบพร้อมกับแนวทางการเยียวยาโดยไม่ชักช้าด้วย ทั้งนี้ การแจ้งดังกล่าวและข้อยกเว้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
ที่มา: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๓๗ (๔)
น้องแว่น Kelomn

น้องแว่นสรุปค่ะ

  1. ข้อมูลรั่วต้องแจ้งสำนักงานภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ
  2. ถ้าความเสี่ยงสูง ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลพร้อมแนวทางเยียวยา
  3. ด้านนี้มี 16 ข้อ ปิดท้ายเช็กลิสต์ทั้ง 128 ข้อ

เช็กลิสต์ฉบับเต็ม  ·  128 ข้อ

และนี่คือเกณฑ์การตรวจมาตรฐานทั้ง 128 ข้อแบบเต็ม ๆ ค่ะ จัดเรียงตามด้าน พร้อมระบุข้ออ้างอิงทางกฎหมายของแต่ละข้อ คุณเลื่อนอ่านเพื่อเช็กองค์กรของตัวเองได้เลย

ข้อเกณฑ์การตรวจด้านอ้างอิงกฎหมาย
1องค์กรต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer: DPO) ตามมาตรา ๔๑ แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ตามที่กฎหมายกำหนดด้าน 1 องค์กรและการกำกับดูแลม.๔๑, ๔๒
2องค์กรต้องกำหนดอำนาจ หน้าที่ และจัดสรรทรัพยากรที่เพียงพอให้แก่ DPO เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมี ประสิทธิภาพและเป็นอิสระด้าน 1 องค์กรและการกำกับดูแลม.๔๑, ๔๒
3กรณีที่องค์กรไม่เข้าข่ายที่ต้องแต่งตั้ง DPO ตามกฎหมาย องค์กรต้องมอบหมายบุคลากรที่มีความเหมาะสม รับผิดชอบงานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแทน พร้อมจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอที่จะดำเนินการต่าง ๆ ให้ด้าน 1 องค์กรและการกำกับดูแลม.๔๑, ๔๒
4สอดคล้องกับหน้าที่ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล องค์กรต้องกำหนดให้ DPO มีความเป็นอิสระและรายงานตรงต่อผู้บริหารระดับสูงโดยต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลด้าน 1 องค์กรและการกำกับดูแลม.๔๑, ๔๒
5องค์กรควรเปิดโอกาสให้ DPO ให้คำแนะนำแก่ผู้บริหารระดับสูงได้โดยตรง รวมถึงสามารถรายงานปัญหาในการ ปฏิบัติหน้าที่ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างอิสระด้าน 1 องค์กรและการกำกับดูแลม.๔๑, ๔๒
6องค์กรต้องจัดบุคลากรและกระบวนการสนับสนุน DPO เพื่อช่วยในการจัดการและกำกับดูแลการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลอย่างต่อเนื่องด้าน 1 องค์กรและการกำกับดูแลม.๔๑, ๔๒
7องค์กรต้องจัดตั้งคณะทำงานหรือคณะกรรมการกำกับดูแลด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ครอบคลุมถึงการ ดำเนินงาน การจัดทำตัวชี้วัด (KPI) รวมถึงการระบุปัญหาและความเสียง สำหรับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของด้าน 1 องค์กรและการกำกับดูแลม.๔๑, ๔๒
8องค์กร ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต้องพิจารณาประเด็นด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการกำกับดูแลข้อมูล และ ความเสี่ยงที่จัดทำโดยคณะทำงานของ DPO อย่างสม่ำเสมอด้าน 1 องค์กรและการกำกับดูแลม.๔๑, ๔๒
9องค์กรต้องมีการรายงานปัญหาด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการกำกับดูแลข้อมูลและความเสียงใด ๆ ที่ เกิดขึ้นไปยังคณะทำงานของ DPOด้าน 1 องค์กรและการกำกับดูแลม.๔๑, ๔๒
10องค์กรมีการพัฒนากระบวนการและเครื่องมือเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการทำงานของ DPO และ DPO มีการ ตรวจสอบการดำเนินการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้องด้าน 1 องค์กรและการกำกับดูแลม.๔๑, ๔๒
11องค์กรต้องประกาศแต่งตั้ง DPO หรือ มอบหมายบุคลากรที่มีความเหมาะสมรับผิดชอบงานด้านการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล เป็นลายลักษณ์อักษรด้าน 1 องค์กรและการกำกับดูแลม.๔๑, ๔๒
12องค์กรต้องเผยแพร่ข้อมูลช่องทางการติดต่อ DPO อย่างชัดเจน ผ่านช่องทางต่าง ๆ ขององค์กร เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกรับทราบด้าน 1 องค์กรและการกำกับดูแลม.๔๑, ๔๒
13องค์กรต้องมีการตรวจสอบการปฏิบัติ ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) ว่าสอดคล้องกับกฎหมาย คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้าน 1 องค์กรและการกำกับดูแลม.๔๑, ๔๒
14องค์กรต้องจัดทำนโยบายด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ครอบคลุมการบริหารจัดการและมาตรการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลด้าน 2 นโยบายและแนวปฏิบัติม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
15องค์กรต้องจัดทำนโยบายและแนวปฏิบัติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมระบุบทบาทหน้าที่และความ รับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนด้าน 2 นโยบายและแนวปฏิบัติม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
16องค์กรโดยผู้บริหารระดับสูงหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายต้องกำหนดกระบวนการทบทวนและอนุมัตินโยบายด้านการ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้าน 2 นโยบายและแนวปฏิบัติม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
17องค์กรต้องมีการทบทวนนโยบายและขั้นตอนปฏิบัติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างทันท่วงที เมื่อมีการ เปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เช่น มีการเปลี่ยนแปลงต่อองค์กร ที่สำคัญ ๆ การตัดสินใจของหน่วยงานกำกับดูแล หรือการด้าน 2 นโยบายและแนวปฏิบัติม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
18เปลี่ยนแปลงในแนวทางปฏิบัติงานของหน่วยงานผู้กำกับดูแล องค์กรต้องแจ้งให้พนักงานทุกคนทราบถึงนโยบายและขั้นตอนปฏิบัติที่ปรับปรุงใหม่ เพื่อให้เข้าใจและปฏิบัติได้อย่าง ถูกต้องด้าน 2 นโยบายและแนวปฏิบัติม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
19องค์กรต้องจัดททำนโยบายและขั้นตอนเพื่อให้แน่ใจว่าประเด็นการคุ้มครองข้อมูลได้รับการพิจารณาเมื่อมีการ ออกแบบและดำเนินการระบบ บริการ ผลิตภัณฑ์ และแนวทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลส่วนด้าน 2 นโยบายและแนวปฏิบัติม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
20บุคคลได้รับการคุ้มครองโดยค่าเริ่มต้น องค์กรต้องกำหนดวิธีการปฏิบัติตามหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การป้องกันสิทธิ์ส่วนบุคคล ที่รวมถึงการ จำกัดข้อมูลให้น้อยที่สุด (Data Minimization) การจำกัดวัตถุประสงค์การใช้งาน (Purpose Limitation) และการด้าน 2 นโยบายและแนวปฏิบัติม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
21ทำเป็นข้อมูลแฝง (Pseudonymization) องค์กรมีการจัดทำแนวทางปฏิบัติและคู่มือในแต่ละกระบวนการย่อย เพื่อรองรับนโยบายด้านการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล และเพื่อให้พนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องด้าน 2 นโยบายและแนวปฏิบัติม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
22องค์กรมีการทบทวนนโยบายและกระบวนการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างน้อย ปีละ ๑ ครั้ง เพื่อให้มั่นใจ ว่ายังคงมีความถูกต้องและทันสมัยด้าน 2 นโยบายและแนวปฏิบัติม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
23องค์กรมีการวัดผลดำเนินการหลังจากประกาศนโยบายและแนวทางปฏิบัติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดย สะท้อนให้เห็นว่านโยบายดังกล่าวได้เข้ามาช่วยในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลหรือลดความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น (เช่น ลดช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย เป็นต้น)ด้าน 2 นโยบายและแนวปฏิบัติม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
24การพัฒนาทรัพยากรบุคคลขององค์กร (Human Resource Development: HRD) องค์กรต้องจัดทำแผนการสร้างความตระหนักรู้แก่พนักงานทุกคนที่อยู่ในกระบวนการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การจัดการคำขอต่าง ๆ การแชร์ข้อมูล การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล การละเมิดข้อมูล การบริหารด้าน 3 การอบรมและการสร้างความตระหนักรู้ม.๓๗, ๔๐
25จัดการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล องค์กรต้องจัดสรรทรัพยากรที่เพียงพอสำหรับการดำเนินการฝึกอบรมและกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ บุคลากรทุกระดับด้าน 3 การอบรมและการสร้างความตระหนักรู้ม.๓๗, ๔๐
26องค์กรต้องมีการทบทวนหลักสูตรการอบรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับกฎหมายว่า ด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และแนวทางการฝึกอบรมเพื่อให้มีความเหมาะสม ถูกต้อง และเป็นปัจจุบันด้าน 3 การอบรมและการสร้างความตระหนักรู้ม.๓๗, ๔๐
27องค์กรต้องจัดให้พนักงานเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ภายใน ระยะเวลาที่เหมาะสม หรือได้รับการฝึกอบรมภายใน ๑ เดือน นับตั้งแต่วันที่เริ่มต้นปฏิบัติงานด้าน 3 การอบรมและการสร้างความตระหนักรู้ม.๓๗, ๔๐
28องค์กรต้องจัดให้พนักงานเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมในช่วงเวลาที่เหมาะสมด้าน 3 การอบรมและการสร้างความตระหนักรู้ม.๓๗, ๔๐
29องค์กรต้องมีการประเมินผลหลังการอบรม เพื่อทดสอบความรู้ ความเข้าใจ และความพร้อมของพนักงาน โดย กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำในการผ่านการประเมินด้าน 3 การอบรมและการสร้างความตระหนักรู้ม.๓๗, ๔๐
30องค์กรได้จัดให้มีการทบทวนการอบรมและสร้างความตระหนักรู้ให้กับพนักงานในเรื่องการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล อยู่เป็นประจำ อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของนโยบายและกระบวนการด้านการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล ๓ กระบวนการและขั้นตอนการทำงาน (Process and Procedure)ด้าน 3 การอบรมและการสร้างความตระหนักรู้ม.๓๗, ๔๐
31องค์กรต้องแจ้งสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างชัดเจน รวมถึงวิธีการใช้สิทธิตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การ เข้าถึง ขอสำเนา แก้ไข หรือลบข้อมูลด้าน 4 สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๐, ๓๑, ๓๒, ๓๓, ๓๔, ๓๕, ๓๖
32องค์กรต้องจัดทำนโยบายและขั้นตอนปฏิบัติในการจัดการคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย (โดยมีเอกสาร SOP Charter หรือขั้นตอนกำกับอย่างชัดเจน)ด้าน 4 สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๐, ๓๑, ๓๒, ๓๓, ๓๔, ๓๕, ๓๖
33ในกรณีที่องค์กรจะปฏิเสธการดำเนินการตามคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล องค์กรต้องจัดทำบันทึกการ ปฏิเสธคำขอดังกล่าวพร้อมด้วยเหตุผลไว้ในบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Record of Processing Activities: ROPA) และแจ้งเหตุผลของการปฏิเสธหรือข้อยกเว้นใดๆ ไปยังเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ด้าน 4 สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๐, ๓๑, ๓๒, ๓๓, ๓๔, ๓๕, ๓๖
34ขอใช้สิทธิ องค์กรต้องจัดให้มีขั้นตอนและกระบวนการ ตามความเหมาะสม ได้สัดส่วนและสมเหตุสมผลในการตรวจสอบความ ถูกต้องของข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บไว้ และหากจำเป็นก็สามารถทำการแก้ไขข้อมูลนั้นได้ด้าน 4 สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๐, ๓๑, ๓๒, ๓๓, ๓๔, ๓๕, ๓๖
35องค์กรต้องดำเนินการลบข้อมูลส่วนบุคคลจากระบบสำรองข้อมูล รวมถึงระบบที่ใช้งานจริงเมื่อจำเป็น และทำการ ชี้แจงพร้อมแจ้งวิธีการจัดการข้อมูลอย่างชัดเจนให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลด้าน 4 สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๐, ๓๑, ๓๒, ๓๓, ๓๔, ๓๕, ๓๖
36องค์กรสามารถส่งข้อมูลไปยังองค์กรอื่นด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยตรง ในกรณีที่เป็นไปได้และมีบุคคลร้อง ขอด้าน 4 สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๐, ๓๑, ๓๒, ๓๓, ๓๔, ๓๕, ๓๖
37องค์กรต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบถึงสิทธิในการร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือกรรมการผู้เชี่ยวชาญในประกาศการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขององค์กร (Privacy Notice/Privacyด้าน 4 สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๐, ๓๑, ๓๒, ๓๓, ๓๔, ๓๕, ๓๖
38Policy) องค์กรมีการปรับปรุงนโยบายและกระบวนการการจัดการคำขอใช้สิทธิจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยวิเคราะห์ จากแนวโน้มคำขอต่าง ๆด้าน 4 สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๐, ๓๑, ๓๒, ๓๓, ๓๔, ๓๕, ๓๖
39องค์กรมีการแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบถึงช่องทางในการขอเข้าถึงและขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลตนเอง (Right to Access)ด้าน 4 สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๐, ๓๑, ๓๒, ๓๓, ๓๔, ๓๕, ๓๖
40องค์กรสามารถระงับหรือจำกัดการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะที่เหมาะสมกับประเภทของการ ประมวลผลและระบบที่เกี่ยวข้อง เช่น การย้ายข้อมูลไปยังระบบอื่นชั่วคราวหรือลบออกจากเว็บไซต์ด้าน 4 สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๐, ๓๑, ๓๒, ๓๓, ๓๔, ๓๕, ๓๖
41องค์กรมีการวัดผลการจัดการคำขอใช้สิทธิจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ว่าสามารถจัดการได้ครบถ้วนด้าน 4 สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๐, ๓๑, ๓๒, ๓๓, ๓๔, ๓๕, ๓๖
42องค์กรต้องมีการแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลการติดต่อที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ (๑) ข้อมูลชื่อและรายละเอียด รวมถึงสถานที่ติดต่อและวิธีการติดต่อของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Dataด้าน 5 การแจ้งวัตถุประสงค์และความโปร่งใสม.๒๓, ๒๕
43องค์กรต้องมีการแจ้งวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ฐานทางกฎหมายที่ใช้และ อาจรวมถึงประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นด้าน 5 การแจ้งวัตถุประสงค์และความโปร่งใสม.๒๓, ๒๕
44ในกรณีที่องค์กรได้ข้อมูลส่วนบุคคลมาจากแหล่งที่มาอื่น องค์กรต้องมีการแจ้งประเภทและแหล่งที่มาของข้อมูลส่วน บุคคลที่เก็บรวบรวมด้าน 5 การแจ้งวัตถุประสงค์และความโปร่งใสม.๒๓, ๒๕
45องค์กรต้องมีการแจ้งประเภทของบุคคลหรือหน่วยงานซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมอาจจะถูกเปิดเผย รวมถึง รายละเอียดการส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศด้าน 5 การแจ้งวัตถุประสงค์และความโปร่งใสม.๒๓, ๒๕
46องค์กรต้องมีการแจ้งระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลไว้ ทั้งนี้หากไม่สามารถกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ได้ชัดเจน องค์กรต้องแจ้งระยะเวลาที่อาจคาดหมายได้ตามมาตรฐานของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลด้าน 5 การแจ้งวัตถุประสงค์และความโปร่งใสม.๒๓, ๒๕
47องค์กรต้องมีการแจ้งสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงสิทธิในการถอนความยินยอมของเจ้าของข้อมูลส่วน บุคคล (กรณีมีการขอความยินยอม) และสิทธิในการร้องเรียนในกรณีที่มีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้าน 5 การแจ้งวัตถุประสงค์และความโปร่งใสม.๒๓, ๒๕
48องค์กรต้องมีการแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้รับทราบถึงวัตถุประสงค์และรายละเอียดในการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคล อาทิ ในขณะที่กรอกแบบฟอร์ม หรือจากกรณีที่อาจสังเกตเห็นได้เอง (or by observation) เช่น การถูกบันทีกภาพโดยระบบกล้องวงจรปิด หรือการถูกติดตามพฤติกรรมออนไลน์ เป็นต้นด้าน 5 การแจ้งวัตถุประสงค์และความโปร่งใสม.๒๓, ๒๕
49องค์กรต้องมีการทบทวนประกาศคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยพิจารณาเปรียบเทียบกับบันทึกรายการของกิจกรรม การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Record of Processing Activities: ROPA) เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลเป็นปัจจุบันด้าน 5 การแจ้งวัตถุประสงค์และความโปร่งใสม.๒๓, ๒๕
50และอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลได้จริง องค์กรต้องมีการดำเนินการทดสอบโดยผู้ใช้บริการเพื่อประเมินประสิทธิภาพของการแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ และรายละเอียดในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลด้าน 5 การแจ้งวัตถุประสงค์และความโปร่งใสม.๒๓, ๒๕
51องค์กรต้องจัดทำประกาศการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความชัดเจนและง่ายสำหรับการเข้าถึงของบุคคลทั่วไปด้าน 5 การแจ้งวัตถุประสงค์และความโปร่งใสม.๒๓, ๒๕
52องค์กรมีการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของแนวทางการแจ้ง Privacy Noticeด้าน 5 การแจ้งวัตถุประสงค์และความโปร่งใสม.๒๓, ๒๕
53องค์กรต้องจัดทำหรือทบทวนแผนผังข้อมูล (Data Mapping) เพื่อทำความเข้าใจการไหลเวียนและจุดที่มีการ ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลภายในองค์กรด้าน 6 การจัดทำบันทึก ROPA และฐานทางกฎหมายม.๓๙, ๔๐ และประกาศ กคส. ROPA
54องค์กรต้องจัดทำ ROPA โดยมีรายการอย่างน้อยตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ดังต่อไปนี้ (๑) ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการเก็บรวบรวม (๒) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละประเภท (๓) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (๔) ระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล (<) สิทธิและวิธีการเข้าถึงข้อมมูลส่วนบุคคล รวมทั้งเงื่อนไขเกี่ยวกับบุคคลที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและด้าน 6 การจัดทำบันทึก ROPA และฐานทางกฎหมายม.๓๙, ๔๐ และประกาศ กคส. ROPA
55เงื่อนไขในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลนั้น (๖) การใช้หรือเปิดเผยตามมาตรา ๒๗ วรรคสาม (๗) การปฏิเสธคำขอหรือการคัดค้านการใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายกำหนด (หากมี) (๘) คำอธิบายเกี่ยวกับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรา ๓๗ (๑) กรณีที่องค์กรมีผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processor) องค์กรต้องกำกับให้ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล จัดทำ ROPA ในส่วนที่ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งให้แก่องค์กร ทั้งนี้ ROPA ต้องมีรายการที่บันทึกอย่าง น้อยตามที่กฎหมายกำหนดด้าน 6 การจัดทำบันทึก ROPA และฐานทางกฎหมายม.๓๙, ๔๐ และประกาศ กคส. ROPA
56องค์กรต้องกำหนดฐานทางกฎหมาย (Lawful Basis) ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการประมวลผล ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ด้าน 6 การจัดทำบันทึก ROPA และฐานทางกฎหมายม.๓๙, ๔๐ และประกาศ กคส. ROPA
57องค์กรต้องจัดทำประกาศการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขององค์กร (Privacy Notice) อยู่ในรูปแบบที่เข้าถึงได้ โดยง่ายและอ่านเข้าใจง่ายด้าน 6 การจัดทำบันทึก ROPA และฐานทางกฎหมายม.๓๙, ๔๐ และประกาศ กคส. ROPA
58องค์กรต้องมีมาตรการที่เหมาะสมในการตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวสามารถให้ความยินยอมด้วยตนเองได้ (ตรวจสอบอายุและความสามารถของบุคคล) ในกรณีที่ไม่สามารถให้ความยินยอมด้วยตนเองได้ ต้องมีมาตรการที่ด้าน 6 การจัดทำบันทึก ROPA และฐานทางกฎหมายม.๓๙, ๔๐ และประกาศ กคส. ROPA
59เหมาะสมในการได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครอง แล้วแต่กรณี ในกรณีขอความยินยอมจากผู้เยาว์หรือบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ องค์กรต้องมีมาตรการ ตรวจสอบที่เหมาะสมว่าบุคคลที่ให้ความยินยอมแทนเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างด้าน 6 การจัดทำบันทึก ROPA และฐานทางกฎหมายม.๓๙, ๔๐ และประกาศ กคส. ROPA
60แท้จริง องค์กรต้องมีการจัดทำ ROPA และมีการทบทวนกระบวนการและแก้ไข ROPAด้าน 6 การจัดทำบันทึก ROPA และฐานทางกฎหมายม.๓๙, ๔๐ และประกาศ กคส. ROPA
61องค์กรต้องทบทวนฐานทางกฎหมายที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ROPA ขององค์กรมีการระบุ "ระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล"ด้าน 6 การจัดทำบันทึก ROPA และฐานทางกฎหมายม.๓๙, ๔๐ และประกาศ กคส. ROPA
62ด้าน 6 การจัดทำบันทึก ROPA และฐานทางกฎหมายม.๓๙, ๔๐ และประกาศ กคส. ROPA
63ROPA ขององค์กรมีการระบุ "สิทธิและวิธีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งเงื่อนไขในการเข้าถึงข้อมูล" เช่น ต้อง ผ่านการยืนยันตัวตนก่อนได้รับสิทธิด้าน 6 การจัดทำบันทึก ROPA และฐานทางกฎหมายม.๓๙, ๔๐ และประกาศ กคส. ROPA
64ROPA ขององค์กรมีการระบุ "การใช้หรือเปิดเผยข้อมูลให้หน่วยงานอื่น" และมีเอกสารหรือ Dashboard แสดง จำนวนกิจกรรม จำนวนข้อมูลและจำนวนเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลขององค์กร เพื่อนำไปใช้เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้าน 6 การจัดทำบันทึก ROPA และฐานทางกฎหมายม.๓๙, ๔๐ และประกาศ กคส. ROPA
65ของกระบวนการ ROPA ขององค์กรมีการระบุ "การปฏิเสธคำขอหรือการคัดค้านการใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ กฎหมายกำหนด"ด้าน 6 การจัดทำบันทึก ROPA และฐานทางกฎหมายม.๓๙, ๔๐ และประกาศ กคส. ROPA
66ROPA ขององค์กรมีการระบุ "คำอธิบายเกี่ยวกับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย"ด้าน 6 การจัดทำบันทึก ROPA และฐานทางกฎหมายม.๓๙, ๔๐ และประกาศ กคส. ROPA
67ในการขอความยินยอม องค์กรมีขั้นตอนการยืนยันตัวตนเจ้าของข้อมูลด้วยด้าน 6 การจัดทำบันทึก ROPA และฐานทางกฎหมายม.๓๙, ๔๐ และประกาศ กคส. ROPA
68องค์กรต้องแยกเอกสารขอความยินยอมออกจากสัญญาอย่างชัดเจนด้าน 6 การจัดทำบันทึก ROPA และฐานทางกฎหมายม.๓๙, ๔๐ และประกาศ กคส. ROPA
69องค์กรต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเรื่องช่องทางการถอนความยินยอมด้าน 6 การจัดทำบันทึก ROPA และฐานทางกฎหมายม.๓๙, ๔๐ และประกาศ กคส. ROPA
70องค์กรต้องมีขั้นตอนตรวจสอบมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพ่อของประเทศปลายทางหรือองค์กร ระหว่างประเทศ ก่อนการโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศ โดยอ้างอิงหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการ (Adequacy Decision) หรือเอกสารสนับสนุน (ถ้ามี)ด้าน 7 ข้อตกลงประมวลผล/แบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing)ม.๒๗, ๒๘, ๒๙, ๔๐
71เมื่อมีการโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศ การส่งหรือโอนดังกล่าวมีความสอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมาย ในกรณีอื่น ๆ ตามที่กำหนดในมาตรา ๒๘ หรือมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ และต้องมีฐานทางกฎหมายที่เหมาะสมรองรับการโอนด้าน 7 ข้อตกลงประมวลผล/แบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing)ม.๒๗, ๒๘, ๒๙, ๔๐
72องค์กรต้องทำข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processing Agreement: DPA) กับผู้ประมวลผล ข้อมูลส่วนบุคคลทุกรายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรด้าน 7 ข้อตกลงประมวลผล/แบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing)ม.๒๗, ๒๘, ๒๙, ๔๐
73องค์กรต้องจัดทำ DPA โดยมีเงื่อนไขอย่างน้อยตามที่มาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ กำหนด ได้แก่ (๑) ดำเนินการเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งเท่านั้น (๒) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมด้าน 7 ข้อตกลงประมวลผล/แบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing)ม.๒๗, ๒๘, ๒๙, ๔๐
74(๓) แจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการณ์ณ์ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น (๔) จัดทำและเก็บรักษา ROPA ต้องกำหนดมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทั้งด้านองค์กรและเทคนิค เช่น การเข้ารหัสข้อมูล การทำข้อมูลแฝง และการกู้คืนระบบด้าน 7 ข้อตกลงประมวลผล/แบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing)ม.๒๗, ๒๘, ๒๙, ๔๐
75DPA ต้องมีข้อกำหนดที่อนุญาตให้องค์กรดำเนินการตรวจสอบ (Right to Audit) เพื่อยืนยันว่าผู้ประมวลผลข้อมูล ส่วนบุคคลปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขตามสัญญาทั้งหมดด้าน 7 ข้อตกลงประมวลผล/แบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing)ม.๒๗, ๒๘, ๒๙, ๔๐
76หากมีบุคคลที่สามจัดหาผลิตภัณฑ์หรือบริการเพื่อประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล องค์กรต้องเลือกบุคคลที่สามผู้ค้า (Supplier) ที่มีมาตรฐานในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล โดยออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการของตนโดยคำนึงถึงการด้าน 7 ข้อตกลงประมวลผล/แบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing)ม.๒๗, ๒๘, ๒๙, ๔๐
77ปกป้องข้อมูล (Privacy by Design) องค์กรต้องสามารถระบุผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) ทั้งหมดภายในประเทศ ที่ส่งข้อมูลส่วนบุคคล มาให้องค์กรด้าน 7 ข้อตกลงประมวลผล/แบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing)ม.๒๗, ๒๘, ๒๙, ๔๐
78องค์กรต้องสามารถระบุผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processor) ทั้งหมดภายในประเทศที่ดำเนินการ ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลด้าน 7 ข้อตกลงประมวลผล/แบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing)ม.๒๗, ๒๘, ๒๙, ๔๐
79องค์กรต้องจัดทำ DPA ให้ครอบคลุมผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล และมีเอกสารหรือ Dashboard ที่แสดงจำนวน ข้อตกลง สัญญา สถานะ และระยะเวลาผูกพัน ของทุกคู่สัญญาเพื่อนำไปใช้เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของด้าน 7 ข้อตกลงประมวลผล/แบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing)ม.๒๗, ๒๘, ๒๙, ๔๐
80กระบวนการดำเนินงาน องค์กรได้มีการส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศ ตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วน บุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ (การส่งข้อมูลในลักษณะ Binding Cooperate Rule)ด้าน 7 ข้อตกลงประมวลผล/แบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing)ม.๒๗, ๒๘, ๒๙, ๔๐
81องค์กรได้มีการส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศ ตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วน บุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ (การส่งข้อมูลในลักษณะ Standard Contractual Clauses)ด้าน 7 ข้อตกลงประมวลผล/แบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing)ม.๒๗, ๒๘, ๒๙, ๔๐
82ในกรณีที่การส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศและอยู่ในเครือกิจการหรือเครือธุรกิจเดียวกัน องค์กรมี นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถบังคับใช้ครอบคลุมไปถึงเครือกิจการหรือเครือธุรกิจเดียวกันได้ (ตามด้าน 7 ข้อตกลงประมวลผล/แบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing)ม.๒๗, ๒๘, ๒๙, ๔๐
83มาตรา ๒๙ แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ (BCR)) ในกรณีที่การส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศ องค์กรมีการกำหนดมาตราการที่เหมาะสมภายในสัญญา กับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ด้าน 7 ข้อตกลงประมวลผล/แบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing)ม.๒๗, ๒๘, ๒๙, ๔๐
84(SSC)) องค์กรต้องบันทึกการใช้หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแก่ผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลรายอื่น ทั้งที่ได้รับความ ยินยอมและกรณียกเว้นตามกฎหมาย (ตามมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒)ด้าน 7 ข้อตกลงประมวลผล/แบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing)ม.๒๗, ๒๘, ๒๙, ๔๐
85องค์กรต้องจัดทำแบบฟอร์ม (Template) สำหรับบันทึกการโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศ ตามมาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ด้าน 7 ข้อตกลงประมวลผล/แบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing)ม.๒๗, ๒๘, ๒๙, ๔๐
86องค์กรต้องจัดทำ Template ของนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถบังคับใช้ครอบคลุมไปถึงเครือกิจการ หรือเครือธุรกิจเดียวกันด้าน 7 ข้อตกลงประมวลผล/แบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing)ม.๒๗, ๒๘, ๒๙, ๔๐
87องค์กรต้องจัดทำ Template ของสัญญาที่ระบุมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้าน 7 ข้อตกลงประมวลผล/แบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing)ม.๒๗, ๒๘, ๒๙, ๔๐
88องค์กรต้องจัดทำแบบฟอร์ม DPAด้าน 7 ข้อตกลงประมวลผล/แบ่งปันข้อมูล (DPA & Data Sharing)ม.๒๗, ๒๘, ๒๙, ๔๐
89องค์กรต้องระบุและจัดการความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล โดยบันทึกไว้ในทะเบียนการจัดการความเสี่ยง (Risk Register) ที่ชัดเจน เชื่อมโยงกับแผนกหรือส่วนงานที่เกี่ยวข้อง และประเมินความเสี่ยงของทรัพย์สินสารสนเทศด้าน 8 ความเสี่ยงและการประเมินผลกระทบ (DPIA)ม.๓๗
90องค์กรต้องมีขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ในการระบุ บันทึก และจัดการความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน สารสนเทศในทะเบียนควบคุมทรัพย์สินสารสนเทศด้าน 8 ความเสี่ยงและการประเมินผลกระทบ (DPIA)ม.๓๗
91องค์กรต้องจัดทำและทดสอบมาตรการลดความเสี่ยง ตามที่ได้ระบุไว้ใน Risk Categories เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการ เหล่านั้นมีประสิทธิภาพด้าน 8 ความเสี่ยงและการประเมินผลกระทบ (DPIA)ม.๓๗
92องค์กรต้องมีการติดตามและทบทวนความเสี่ยงที่ระบุไว้ เพื่อประเมินว่าความเสี่ยงอยู่ในระดับที่องค์กรสามารถ ยอมรับได้ (Residual Risk)ด้าน 8 ความเสี่ยงและการประเมินผลกระทบ (DPIA)ม.๓๗
93องค์กรต้องกำหนดรอบการประเมินความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคลอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง หรือทุกครั้งที่มีการ เปลี่ยนแปลงด้าน 8 ความเสี่ยงและการประเมินผลกระทบ (DPIA)ม.๓๗
94องค์กรต้องวัดผลความมีประสิทธิภาพของกระบวนการจัดการความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล โดยเปรียบเทียบ ผลลัพธ์กับระดับความเสี่ยงที่เหลือ (Residual Risk)ด้าน 8 ความเสี่ยงและการประเมินผลกระทบ (DPIA)ม.๓๗
95องค์กรต้องปรับปรุงขั้นตอนและนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบุ จัดการ และลดความเสี่ยง ด้านข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับผลการประเมินด้าน 8 ความเสี่ยงและการประเมินผลกระทบ (DPIA)ม.๓๗
96องค์กรต้องกำหนดมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลระหว่างการส่งหรือโอนข้อมูล เช่น การเข้ารหัส การใช้โปรโตคอลที่ปลอดภัย หรือ VPNด้าน 9 มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
97องค์กรต้องจัดให้มีการทบทวนคุณภาพของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลมีความถูกต้อง เหมาะสม และไม่ถูกเก็บเกินความจำเป็นด้าน 9 มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
98องค์กรต้องกำหนดระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลตามความต้องการทางธุรกิจ ซึ่งรวมถึงให้สอดคล้องกับ กฎหมายระเบียบ ข้อบังคับ และหลักการที่เกี่ยวข้องด้าน 9 มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
99องค์กรต้องทบทวนข้อมูลที่จัดเก็บไว้เพื่อระบุโอกาสในการลดการจัดเก็บข้อมูล และแปลงข้อมูลให้เป็นข้อมูลแฝง (Pseudonymization) หรือทำให้ข้อมูลเป็นนิรนาม (Anonymization)ด้าน 9 มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
100องค์กรต้องจัดทำบัญชีทรัพย์สินสารสนเทศ โดยบัญชีดังกล่าวได้รวมถึงเจ้าของทรัพย์สิน สถานที่จัดเก็บทรัพย์สิน ระยะเวลาการจัดเก็บ และมาตรการความมั่นคงปลอดภัย (เพื่อป้องกันทรัพย์สิน)ด้าน 9 มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
101องค์กรต้องประเมินความเสี่ยงของทรัพย์สินที่บันทึกไว้ในรายการบัญชีทรัพย์สินสารสนเทศ และดำเนินการ ตรวจสอบทางกายภาพเพื่อให้มั่นใจว่าทรัพย์สินมีความถูกต้องและครบถ้วนด้าน 9 มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
102องค์กรต้องจัดให้มีการเก็บบันทึกการเข้าถึงระบบ (Access Logs) ที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลด้าน 9 มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
103องค์กรต้องจำกัดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล โดยใช้หลักการให้สิทธิการเข้าถึงให้น้อยที่สุดตามความจำเป็น (Principle of Least Privilege)ด้าน 9 มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
104องค์กรต้องกำหนดนโยบายการตั้งรหัสผ่านที่มีความซับซ้อนและปลอดภัย รวมถึงการจำกัดจำนวนครั้งที่ล็อกอิน ผิดพลาดด้าน 9 มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
105องค์กรต้องมีมาตรการจัดการรหัสผ่านอย่างปลอดภัย เช่น การเปลี่ยนรหัสผ่านเริ่มต้น การห้ามแชร์รหัสผ่าน และ การจัดเก็บอย่างมั่นคงปลอดภัยด้าน 9 มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
106องค์กรต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยของพื้นที่ที่จำเป็น เช่น การควบคุมการเข้าออก การติดตั้งกล้อง วงจรปิด หรือสัญญาณกันขโมยด้าน 9 มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
107องค์กรต้องมีขั้นตอนการควบคุมการเข้าถึงของบุคคลภายนอก เช่น การแลกบัตร ลงนามเข้าออก ก่อนเข้าสู่พื้นที ภายในที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลด้าน 9 มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
108องค์กรต้องจัดทำแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) และแผนกู้คืนจากภัยพิบัติ (Disaster Recovery) ที่ครอบคลุมระบบ ข้อมูล และบริการที่สำคัญด้าน 9 มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
109องค์กรต้องมีการสำรองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ และจัดเก็บสำเนาข้อมูลสำรองในสถานที่ที่ปลอดภัยนอก สถานที่ปฏิบัติงานหลักด้าน 9 มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
110องค์กรต้องทดสอบการเข้าถึงและการกู้คืนข้อมูลจากระบบสำรอง เพื่อให้มั่นใจในการเตรียมพร้อมสำหรับการกู้คืน ระบบด้าน 9 มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
111องค์กรต้องมีนโยบายและกระบวนการตรวจสอบช่องโหว่ (Vulnerability Assessment) และปรับปรุงระบบ/ เทคโนโลยีเพื่ออุดช่องโหว่อย่างต่อเนื่องด้าน 9 มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
112องค์กรต้องจัดทำตัวชี้วัด (KPI) เพื่อติดตามและประเมินประสิทธิภาพของมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย สารสนเทศ และปรับปรุงมาตรการเมื่อยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายด้าน 9 มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยม.๓๗, ๔๐ และประกาศ กคส. มาตรการความมั่นคงปลอดภัยฯ
113องค์กรต้องกำหนดขั้นตอนการแจ้งเหตุด้านความมั่นคงปลอดภัยและการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลภายในองค์กร ให้ พนักงานสามารถ รายงานต่อผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทันทีด้าน 10 การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๗ และประกาศ กคส. การแจ้งเหตุละเมิดฯ
114องค์กรต้องมีแผนรับมือเหตุด้านความมั่นคงปลอดภัยและเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดยกำหนดบทบาทและความ รับผิดชอบอย่างชัดเจนด้าน 10 การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๗ และประกาศ กคส. การแจ้งเหตุละเมิดฯ
115องค์กรต้องมีแบบฟอร์มบันทึกเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ที่ระบุประเภทของเหตุการณ์ ผลกระทบ และมาตรการ แก้ไข/ป้องกันด้าน 10 การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๗ และประกาศ กคส. การแจ้งเหตุละเมิดฯ
116องค์กรต้องมีขั้นตอนการประเมินผลกระทบจากเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดยพิจารณาความรุนแรงและโอกาสที่ อาจกระทบสิทธิและเสรีภาพของบุคคลด้าน 10 การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๗ และประกาศ กคส. การแจ้งเหตุละเมิดฯ
117องค์กรต้องแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ภายใน ๗๒ ชั่วโมง นับแต่ทราบเหตุ ตามที่กฎหมายกำหนดโดยอาจแจ้งบางส่วนก่อนได้ หากยังไม่มีข้อมูลทั้งหมดด้าน 10 การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๗ และประกาศ กคส. การแจ้งเหตุละเมิดฯ
118องค์กรต้องจัดทำรายละเอียดที่เพียงพอในการแจ้งเหตุละเมิดต่อ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เช่น ลักษณะของเหตุการณ์ ผลกระทบ และมาตรการแก้ไขด้าน 10 การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๗ และประกาศ กคส. การแจ้งเหตุละเมิดฯ
119กรณีที่องค์กรพิจารณาว่าเหตุละเมิดไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อเจ้าของข้อมูล องค์กรต้องบันทึกเหตุผลในการไม่ แจ้งเหตุไว้เป็นหลักฐานด้าน 10 การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๗ และประกาศ กคส. การแจ้งเหตุละเมิดฯ
120หากเหตุละเมิดมีความเสี่ยงสูงต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล องค์กรต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลให้ ทราบโดยไม่ชักช้าด้าน 10 การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๗ และประกาศ กคส. การแจ้งเหตุละเมิดฯ
121การแจ้งเจ้าของข้อมูลต้องทำอย่างชัดเจน กระชับ และใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย พร้อมให้ข้อมูลที่จำเป็น เช่น ลักษณะของ เหตุการณ์ ผลกระทบ และช่องทางติดต่อด้าน 10 การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๗ และประกาศ กคส. การแจ้งเหตุละเมิดฯ
122การแจ้งเจ้าของข้อมูลต้องรวมแนวทางการเยียวยา และมาตรการป้องกันที่องค์กรได้ดำเนินการหรือจะดำเนินการ ต่อไปด้าน 10 การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๗ และประกาศ กคส. การแจ้งเหตุละเมิดฯ
123องค์กรต้องให้คำแนะนำแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เกี่ยวกับวิธีการป้องกันความเสียหายจากผลกระทบที่อาจเกิด จากเหตุละเมิดด้าน 10 การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๗ และประกาศ กคส. การแจ้งเหตุละเมิดฯ
124องค์กรต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุละเมิด และจัดทำรายงานสรุปผลการดำเนินงาน พร้อมจัดทำ Dashboard ติดตามจำนวนเหตุการณ์ด้าน 10 การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๗ และประกาศ กคส. การแจ้งเหตุละเมิดฯ
125แบบบันทึกเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีรายละเอียดครบถ้วน ได้แก่ ลักษณะของเหตุการณ์ ผลกระทบ มาตรการแก้ไข และการเยียวยาด้าน 10 การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๗ และประกาศ กคส. การแจ้งเหตุละเมิดฯ
126องค์กรต้องจัดทำตัวชี้วัด (KPI) เพื่อติดตามประสิทธิภาพของกระบวนการจัดการเหตุละเมิด และใช้ผลการประเมิน เพื่อปรับปรุงอย่างต่อเนื่องด้าน 10 การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๗ และประกาศ กคส. การแจ้งเหตุละเมิดฯ
127องค์กรต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาแผนรับมือเหตุด้านความมั่นคงปลอดภัยและเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลเป็น ประจำ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงด้าน 10 การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๗ และประกาศ กคส. การแจ้งเหตุละเมิดฯ
128องค์กรต้องวิเคราะห์แนวโน้มของเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น และนำผลการวิเคราะห์มาใช้ในการออก มาตรการเชิงป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำด้าน 10 การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลม.๓๗ และประกาศ กคส. การแจ้งเหตุละเมิดฯ
ที่มา: ประกาศ สคส. (หลักเกณฑ์การให้ใบรับรองและเครื่องหมายรับรองฯ พ.ศ. ๒๕๖๙) เอกสารแนบท้าย (เกณฑ์ ๔ กลุ่ม ๑๐ ด้าน ๑๒๘ ข้อ)

เช็กลิสต์ ๑๒๘ ข้อนี้มีหัวใจเดียวกัน — ทำให้องค์กร รับผิดชอบและพิสูจน์ได้ ว่าดูแลข้อมูลของคนอย่าง โปร่งใสและปลอดภัย ค่ะ

  1. มี DPO หรือยัง บางองค์กรต้องตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล (DPO) ให้ทำงานได้อิสระ  ดูด้าน 1
  2. มีนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษร ต้องมีนโยบายและแนวปฏิบัติเรื่องข้อมูลที่เขียนไว้ชัด ไม่ใช่ทำกันปากเปล่า  ดูด้าน 2
  3. อบรมพนักงานหรือยัง ต้องอบรมและสร้างความตระหนักให้พนักงานเข้าใจการดูแลข้อมูล  ดูด้าน 3
  4. ลูกค้าขอใช้สิทธิได้ไหม เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอเข้าถึง ขอสำเนา และขอลบข้อมูลของตนได้  ดูด้าน 4
  5. บอกชัดไหมว่าเก็บไปทำอะไร ต้องแจ้งวัตถุประสงค์ให้เจ้าของข้อมูลทราบก่อนหรือขณะเก็บ  ดูด้าน 5
  6. มีบันทึก ROPA ไหม ต้องทำบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผลข้อมูล (ROPA) ให้ตรวจสอบได้  ดูด้าน 6
  7. ส่งให้คู่ค้า/ต่างประเทศ การแบ่งปันหรือส่งข้อมูลออกต้องมีข้อตกลงและมาตรฐานคุ้มครองที่เพียงพอ  ดูด้าน 7
  8. ประเมินความเสี่ยง (DPIA) กิจกรรมเสี่ยงสูงควรประเมินผลกระทบด้านข้อมูล (DPIA) ก่อนทำ  ดูด้าน 8
  9. ระบบปลอดภัยพอไหม ต้องมีมาตรการความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ป้องกันข้อมูลรั่ว  ดูด้าน 9
  10. ข้อมูลรั่ว แจ้งใน 72 ชม. ข้อมูลรั่วต้องแจ้งสำนักงานภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ  ดูด้าน 10

ถ้าองค์กรของคุณกำลังเตรียมขอการรับรองมาตรฐาน หรือมีกรณีข้อมูลรั่วที่ซับซ้อน แนะนำให้ปรึกษาทนายหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อดูรายละเอียดเฉพาะกรณีนะคะ

อ้างอิง  ·  ① ด้านองค์กร ม.๔๑  ·  ② นโยบาย ม.๓๗  ·  ③ อบรม ม.๔๐  ·  ④ สิทธิเจ้าของข้อมูล ม.๓๐  ·  ⑤ ความโปร่งใส ม.๒๓  ·  ⑥ บันทึก ROPA ม.๓๙  ·  ⑦ ส่ง/แบ่งปันข้อมูล ม.๒๘  ·  ⑧ ประเมินความเสี่ยง ม.๓๗  ·  ⑨ ความมั่นคงปลอดภัย ม.๓๗  ·  ⑩ แจ้งเหตุละเมิด ม.๓๗ — พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกอบ ประกาศ สคส. (วิธีการและเงื่อนไขในการรับรองมาตรฐานฯ พ.ศ. ๒๕๖๙) และ ประกาศ สคส. (หลักเกณฑ์การให้ใบรับรองและเครื่องหมายรับรองฯ พ.ศ. ๒๕๖๙)

ถ้าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์ ให้ส่ง กาแฟและขนมปัง ให้เป็นกำลังใจ

กดให้กาแฟ หรือ ขนมปัง สัก 1 อย่างไหมคะ?

ทานกาแฟ ไปแล้ว 16 แก้ว · ทานขนมปัง ไปแล้ว 8 แผ่น

คำตอบสั้นสำหรับ AI Search

มาตรฐาน PDPA 128 ข้อแบ่งอย่างไร?
บทความนี้สรุปเช็กลิสต์มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็น 4 กลุ่ม 10 ด้าน รวม 128 ข้อ เพื่อให้ตรวจภาพรวมการเตรียมองค์กรได้ง่ายขึ้น
ต้องได้คะแนนเท่าไรจึงผ่านการรับรอง?
ระดับผ่านการรับรองมาตรฐานใช้เกณฑ์ตั้งแต่ 80% ถึง 89.9% ส่วนระดับได้รับมาตรฐานและเครื่องหมายรับรองใช้เกณฑ์ตั้งแต่ 90% ขึ้นไป
ควรใช้เช็กลิสต์นี้อย่างไร?
ใช้เป็นกรอบตรวจเบื้องต้นว่ามีเอกสาร กระบวนการ ผู้รับผิดชอบ และหลักฐานตามเกณฑ์ครบหรือไม่ ก่อนตรวจแหล่งทางการและเตรียมยื่นขอรับรองจริง

อ่านต่อในชุด PDPA และข้อมูลส่วนบุคคล

กลับหน้าหลัก PDPA และข้อมูลส่วนบุคคล DPO กับผู้ควบคุมข้อมูล PDPA ต่างกันยังไง ? ใบรับรอง PDPA มาแล้ว จะขอยังไง? ข้อมูลลูกค้ารั่ว กรรมการรับผิด PDPA แค่ไหน ข้อมูลลูกค้ารั่ว ธุรกิจต้องทำอะไรตาม PDPA

💛 หมายเหตุจาก Kelomn: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลความรู้ทั่วไปด้านกฎหมายธุรกิจและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี และไม่สามารถใช้แทนการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ หากมีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องการความชัดเจน ควรตรวจตัวบทฉบับเป็นทางการและขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ตัวบทกฎหมายทางการสามารถดูได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS) — Kelomn · AI Legal Research Project · Business Law for the Business Life

รับอัปเดตกฎหมายธุรกิจจาก Kelomn

ติดตามบทความใหม่ เครื่องมือ KKB และสรุปประเด็นกฎหมายธุรกิจที่ควรรู้จากหน้านี้ได้ต่อใน KKB Fans

สมัครรับข่าว ติดต่อทีม Kelomn