Kelomn.com
Business Law for the Business Life

แชร์บทความนี้

แชท ฟีด เครือข่ายงาน โพสต์สั้น
น้องแว่นเลือกอ่านหนังสือกฎหมายในห้องสมุด

ขายของออนไลน์ ต้องเสียภาษีไหม? — เรื่องที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องรู้

คุณ F เปิดร้านขายเสื้อผ้าวินเทจบน App. Online มาสองปีแล้วค่ะ ยอดขายเดือนละ 20,000–35,000 บาท ทำเป็นรายได้เสริมนอกจากงานประจำ จนวันหนึ่งเพื่อนถามว่า "แกเคยยื่นภาษีจากร้านออนไลน์ไหม?" คุณ F ถึงกับนิ่งไป — ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย

เรื่องของคุณ F ไม่ใช่เรื่องแปลก พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จำนวนมากยังไม่ทราบว่ารายได้จากร้านออนไลน์ถือเป็น เงินได้พึงประเมิน ตามกฎหมายภาษีเหมือนกันค่ะ วันนี้น้องแว่นจะพาไปเช็ก 5 เรื่องสำคัญที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ทุกคนควรรู้กันเลยนะคะ

ชื่อในบทความนี้เป็นชื่อสมมติ ไม่มีตัวตนจริง เป็นเพียงการเล่าเรื่องทางวิชาการ ไม่ได้ตั้งใจจะพาดพิงบุคคลใดนะคะ

5 เรื่องที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องรู้เรื่องภาษี

1

ขายของออนไลน์ = มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีไหม?

คำตอบสั้นๆ คือ ใช่ค่ะ รายได้จากการขายของออนไลน์ถือเป็น เงินได้พึงประเมิน ตามประมวลรัษฎากรมาตรา ๔๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเภทที่ 8 ซึ่งครอบคลุม "เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่น" — ไม่ว่าจะขายผ่าน App. Online หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ใดก็ตามค่ะ

หลักกฎหมาย: รายได้จากการค้าขายออนไลน์ไม่ว่าจะผ่านแพลตฟอร์มใด ล้วนจัดเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา ๔๐(๘) ซึ่งต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีค่ะ

แล้วถ้ามีทั้งงานประจำและร้านออนไลน์แบบคุณ F ล่ะ? ต้องรวมรายได้ทั้งสองส่วนมาคำนวณภาษีด้วยกันค่ะ — เงินเดือนจากงานประจำจัดเป็นประเภทที่ 1 ส่วนรายได้ร้านออนไลน์เป็นประเภทที่ 8 ทั้งสองประเภทรวมกันแล้วนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาค่ะ

ประเภทรายได้ มาตรา ตัวอย่างร้านออนไลน์
เงินได้จากการธุรกิจ / พาณิชย์ ม.40(8) ขายสินค้าออนไลน์ทุกประเภท
เงินได้จากการรับทำงานให้ ม.40(2) รับจ้างถ่ายภาพ / ทำกราฟิก
เงินได้จากวิชาชีพอิสระ ม.40(6) ให้บริการวิชาชีพออนไลน์
เงินได้เพราะการเช่าทรัพย์สิน ม.40(5) ปล่อยเช่าสินทรัพย์ดิจิทัล
ประมวลรัษฎากร บัญญัติไว้ว่า
มาตรา 40
เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน
(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว
(3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล
(4) เงินได้ที่เป็น
(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม
(ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว
เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่บุตรชอบด้วยกฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเป็นผู้มีเงินได้ และความเป็นสามีภริยาของบิดาและมารดาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดา แต่ถ้าความเป็นสามีภริยาของบิดาและมารดามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดาหรือของมารดาผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือของบิดาในกรณีบิดามารดาใช้อำนาจปกครองร่วมกัน
ความในวรรคสองให้ใช้บังคับกับบุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ด้วยโดยอนุโลม
(ค) เงินโบนัสที่จ่ายแก่ผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(ง) เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน
(จ) เงินเพิ่มทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งจากกำไรที่ได้มาหรือเงินที่กันไว้รวมกัน
(ฉ) ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากัน หรือรับช่วงกัน หรือเลิกกัน ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน
(ช) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนการเป็นหุ้นส่วน โอนหน่วยลงทุน หรือโอนหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร หรือตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก รวมทั้งเงินได้จากการขายคืนหน่วยลงทุนให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นกองทุนรวม ทั้งนี้ เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน
(ซ) เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือผลประโยชน์อื่นใดในลักษณะเดียวกันที่ได้จากการถือหรือครอบครองโทเคนดิจิทัล
(ฌ) ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล ทั้งนี้ เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน
(5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก
(ก) การให้เช่าทรัพย์สิน
(ข) การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน
(ค) การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อนซึ่งผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้นโดยไม่ต้องคืนเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว
ในกรณี (ก) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้มีเงินได้แสดงเงินได้ต่ำไปไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินได้นั้นตามจำนวนเงินที่ทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ตามปกติ และให้ถือว่าจำนวนเงินที่ประเมินนี้เป็นเงินได้พึงประเมินของผู้มีเงินได้ ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณี (ข) และ (ค) ให้ถือว่าเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้วแต่วันทำสัญญาจนถึงวันผิดสัญญาทั้งสิ้น เป็นเงินได้พึงประเมินของปีที่มีการผิดสัญญานั้น
(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลป วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอิสระอื่นซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้
(7) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ
(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว
เงินค่าภาษีอากรตามวรรคหนึ่ง ถ้าผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทใด ไม่ว่าทอดใด หรือในปีภาษีใดก็ตาม ให้ถือเป็นเงินได้ประเภทและของปีภาษีเดียวกันกับเงินได้ที่ออกแทนให้นั้น
ที่มา: ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 · กรมสรรพากร
น้องแว่น

น้องแว่นสรุปค่ะ

  1. รายได้ร้านออนไลน์ = เงินได้พึงประเมิน ไม่มีข้อยกเว้นค่ะ
  2. ม.40(8) ครอบคลุมการค้าขายออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มค่ะ
  3. ถ้ามีงานประจำด้วย ต้องรวมรายได้ทั้งสองแหล่งคำนวณภาษีค่ะ
  4. หน้าที่เสียภาษีเกิดทันทีที่มีรายได้ — ไม่ใช่เฉพาะตอนมีกำไรค่ะ
2

ต้องยื่นภาษีเมื่อไหร่? ใครบ้างที่ต้องยื่น?

ต่อจาก ข้อ 1 ค่ะ — เมื่อรู้แล้วว่ารายได้ออนไลน์คือเงินได้พึงประเมิน ต่อมาต้องรู้ว่า เมื่อไหร่ที่มีหน้าที่ยื่นแบบ ตามมาตรา ๕๖ กฎหมายกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ค่ะ

กำหนดยื่น: ภายใน เดือนมีนาคม ของทุกปี (สำหรับรายได้ปีก่อนหน้า) — ปัจจุบันกรมสรรพากรขยายเวลาให้ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ได้ถึงปลายเดือนเมษายนค่ะ

สำหรับคุณ F ที่ไม่มีคู่สมรสและมีทั้งรายได้จากงานประจำ (ม.40(1)) และร้านออนไลน์ (ม.40(8)) ซึ่งเป็นรายได้ หลายประเภท เกณฑ์ที่ต้องดูคือ เงินได้พึงประเมินรวมเกิน 60,000 บาทต่อปี ก็ต้องยื่นแบบแล้วค่ะ

สถานะ ประเภทรายได้ เกณฑ์ต้องยื่น (บาท/ปี)
โสด / ไม่มีคู่สมรส หลายประเภท (เช่น ม.40(1)+(8)) เกิน 60,000
โสด / ไม่มีคู่สมรส ม.40(1) ประเภทเดียว เกิน 120,000
มีคู่สมรส หลายประเภท เกิน 120,000
มีคู่สมรส ม.40(1) ประเภทเดียว เกิน 220,000
ประมวลรัษฎากร บัญญัติไว้ว่า
มาตรา 56
ให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคม ทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งถ้าบุคคลนั้น
(1) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 60,000 บาท
(2) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวเกิน 120,000 บาท
(3) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 120,000 บาท หรือ
(4) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวเกิน 220,000 บาท
ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตาม (1) ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นที่ได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วภายในกำหนดเวลาและตามแบบเช่นเดียวกับวรรคก่อน การเสียภาษีในกรณีเช่นนี้ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการรับผิดเสียภาษีในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้นเสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนเดียวไม่มีการแบ่งแยก ทั้งนี้ ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย
ที่มา: ประมวลรัษฎากร มาตรา 56 · กรมสรรพากร
น้องแว่น

น้องแว่นสรุปค่ะ

  1. ยื่นภายในมีนาคมทุกปี (e-Filing ยืดได้ถึงปลายเมษาค่ะ)
  2. มีรายได้หลายประเภทรวมเกิน 60,000 บาท/ปี — ต้องยื่นแล้วค่ะ
  3. ม.56 บังคับทุกคน ยกเว้นผู้เยาว์และผู้ไร้ความสามารถค่ะ
  4. ยื่นแม้ไม่ถึงเกณฑ์ชำระภาษี ก็ยังต้องยื่นแบบนะคะ
บรรยากาศร้านกาแฟอบอุ่น

เช็กอัตราภาษีและเกณฑ์ VAT ต่อกันเลยค่ะ ☕

3

คิดภาษีเท่าไหร่? — อัตราขั้นบันได

ต่อจาก ข้อ 2 — รู้แล้วว่าต้องยื่น ทีนี้มาดูว่า จะเสียภาษีเท่าไหร่ กันค่ะ ประมวลรัษฎากรมาตรา ๔๘ กำหนดให้คำนวณจาก เงินได้สุทธิ (คือเงินได้พึงประเมิน หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว) ในอัตราขั้นบันไดค่ะ

หลักสำคัญ: เสียภาษีเฉพาะ ส่วนที่เกินขั้น ไม่ใช่คิดทั้งก้อนในอัตราสูงสุดค่ะ — แบบเดียวกับขั้นบันไดจริงๆ
เงินได้สุทธิ (บาท) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดของขั้น
0 – 150,000 ยกเว้น (0%)
150,001 – 300,000 5% 7,500 บาท
300,001 – 500,000 10% 20,000 บาท
500,001 – 750,000 15% 37,500 บาท
750,001 – 1,000,000 20% 50,000 บาท
1,000,001 – 2,000,000 25% 250,000 บาท
2,000,001 – 5,000,000 30% 900,000 บาท
5,000,001 ขึ้นไป 35%

นอกจากนี้ มาตรา ๔๘(๒) ยังกำหนด ภาษีขั้นต่ำ เพิ่มเติมด้วยค่ะ คือถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป โดยไม่นับเงินได้ตาม ม.40(1) จะต้องเสียภาษีไม่น้อยกว่า 0.5% ของยอดเงินได้พึงประเมินด้วยค่ะ

ประมวลรัษฎากร บัญญัติไว้ว่า
มาตรา 48
เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้
(1) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47 หรือมาตรา 57 เบญจ แล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้
(2) สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป การคำนวณภาษีตาม (1) ให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้พึงประเมิน
การนับจำนวนเงินได้พึงประเมินตาม (2) ไม่รวมถึงเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1)
(3) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ก) และ (ช) ดังต่อไปนี้
(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร ดอกเบี้ยเงินฝากสหกรณ์ ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงินที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ดอกเบี้ยที่ได้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม
(ข) ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก
(ค) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนพันธบัตร หุ้นกู้ หรือตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก ทั้งนี้ เฉพาะที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน
ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยจะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10.0 ของเงินได้โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ข) ที่ได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม
(4) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ เฉพาะเงินได้ตามมาตรา 40 (8) ที่ได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรดังต่อไปนี้
(ก) เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา ให้หักค่าใช้จ่ายร้อยละ 50 ของเงินได้ เหลือเท่าใดถือเป็นเงินได้สุทธิแล้วหารด้วยจำนวนปีที่ถือครองได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ได้เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนปีที่ถือครองผลลัพธ์ที่ได้เป็นเงินภาษีที่ต้องเสีย
(ข) เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่นนอกจาก (ก) ให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา เหลือเท่าใดถือเป็นเงินได้สุทธิ แล้วหารด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ได้เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเงินภาษีที่ต้องเสีย
ในกรณีที่เสียภาษีโดยไม่นำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) เมื่อคำนวณภาษีแล้วต้องเสียไม่เกินร้อยละ 20 ของราคาขาย
ในกรณีที่เสียภาษีโดยนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ให้หักค่าใช้จ่ายร้อยละ 50 ของเงินได้ตาม (ก) หรือตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาตาม (ข) แล้วแต่กรณี เหลือเท่าใดนำไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อย่างอื่น
คำว่า “จำนวนปีที่ถือครอง” ใน (ก) หรือ (ข) หมายถึงจำนวนปีนับตั้งแต่ปีที่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ถึงปีที่โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้าเกินสิบปีให้นับเพียงสิบปีและเศษของปีให้นับเป็นหนึ่งปี
(4/1) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของเงินได้ส่วนที่เกินยี่สิบล้านบาท โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (8) ที่เป็นเงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม ที่ไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (26)
(5) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โดยให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวหักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่ากับ 7,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน แต่ไม่เกินเงินได้พึงประเมิน เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ 50 ของเงินที่เหลือนั้นแล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้
ในกรณีเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จจำนวนหนึ่งและเงินบำนาญอีกจำนวนหนึ่ง ให้ถือว่าเฉพาะเงินที่จ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จเป็นเงินซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานและให้ลดค่าใช้จ่ายจำนวน 7,000 บาท ลงเหลือ 3,500 บาท
จำนวนปีที่ทำงานตามวรรคหนึ่ง ในกรณีเงินบำเหน็จหรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ที่ทางราชการจ่าย ให้ถือจำนวนปีที่ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณเงินบำเหน็จหรือเงินอื่นในลักษณะเดียวกันนั้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับของทางราชการ
ในการคำนวณจำนวนปีที่ทำงาน นอกจากกรณีตามวรรคสาม เศษของปี ถ้าถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวันให้ถือเป็นหนึ่งปี ถ้าไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวันให้ปัดทิ้ง
"ถ้าภาษีเงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินแล้วมีจำนวนต่ำกว่า 5 บาท เป็นอันไม่ต้องเรียกเก็บ"
(6) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของเงินได้ส่วนที่เกินยี่สิบล้านบาท โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (8) ที่ได้รับจากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส ที่ไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (27)
(7) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของเงินได้ส่วนที่เกินสิบล้านบาท โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (8) ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาหรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งนี้ จากบุคคลซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส ที่ไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (28)
ที่มา: ประมวลรัษฎากร มาตรา 48 · กรมสรรพากร
น้องแว่น

น้องแว่นสรุปค่ะ

  1. อัตราขั้นบันได 0–35% คิดจาก "เงินได้สุทธิ" หลังหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนค่ะ
  2. ส่วนแรก 150,000 บาท ยกเว้นภาษีค่ะ — ทุกคนได้สิทธินี้เท่ากัน
  3. ภาษีขั้นต่ำ 0.5% ใช้เมื่อมีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป โดยไม่นับเงินได้ตาม ม.40(1) ค่ะ
  4. รายได้ร้านออนไลน์ (ม.40(8)) ต้องตรวจหลักเกณฑ์หักค่าใช้จ่ายตามประเภทกิจการก่อนคำนวณค่ะ
4

ขายเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจด VAT ไหม?

นอกจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่พูดถึงใน ข้อ 3 แล้ว ยังมีเรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ควรรู้ไว้ด้วยค่ะ

เกณฑ์ VAT: เมื่อรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการถึง 1,800,000 บาทต่อปี ผู้ประกอบการมีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรค่ะ

สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น รายได้มักยังไม่ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี จึงยังไม่มีหน้าที่จด VAT ค่ะ แต่ถ้ากิจการเติบโตและรายได้ใกล้ถึงเกณฑ์ ต้องเตรียมตัวจดทะเบียนล่วงหน้าค่ะ

รายได้ต่อปี สถานะ VAT ข้อสังเกต
ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาท ยังไม่ต้องจด แต่ต้องเสียภาษีเงินได้อยู่นะคะ
ตั้งแต่ 1.8 ล้านบาทขึ้นไป ต้องจด VAT จดภายใน 30 วันนับแต่ถึงเกณฑ์
สมัครใจจด (ต่ำกว่า 1.8 ล้าน) ทำได้ มีประโยชน์ถ้าลูกค้าต้องการใบกำกับภาษี

ข้อมูลข้างต้นเป็นภาพรวมทั่วไปค่ะ เนื่องจากมีข้อยกเว้นและรายละเอียดเฉพาะกรณีอยู่หลายประการ ขอแนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมกับ กรมสรรพากร โดยตรง หรือปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจค่ะ

น้องแว่น

น้องแว่นสรุปค่ะ

  1. เกณฑ์ VAT = 1.8 ล้านบาท/ปี ต่ำกว่านี้ยังไม่ต้องจดค่ะ
  2. ถึงเกณฑ์แล้วต้องจดภายใน 30 วัน — อย่าปล่อยทิ้งไว้นะคะ
  3. ภาษีเงินได้และ VAT เป็นคนละเรื่องกัน — ต้องเสียทั้งสองถ้าถึงเกณฑ์ค่ะ
  4. รายละเอียด VAT มีความซับซ้อน ควรปรึกษากรมสรรพากรหรือนักบัญชีค่ะ
5

ไม่ยื่น/ยื่นไม่ครบ เสี่ยงอะไร? + ยื่นยังไง?

รู้เรื่องภาษีครบแล้ว มาดูว่าถ้า ไม่ยื่นหรือยื่นไม่ครบ จะมีผลอย่างไรบ้างค่ะ ต่อจาก ข้อ 2 เรื่องหน้าที่ยื่นแบบ

ความเสี่ยงหลัก: เบี้ยปรับสูงสุด 100% ของภาษีที่ค้างชำระ + เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน (หรือเศษของเดือน) นับตั้งแต่วันพ้นกำหนดค่ะ
กรณี ผลทางกฎหมาย
ไม่ยื่นแบบเลย ถูกประเมินภาษีย้อนหลัง + เบี้ยปรับ 100% + เงินเพิ่ม 1.5%/เดือน
ยื่นช้ากว่ากำหนด เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน นับแต่วันพ้นกำหนด + เบี้ยปรับ (ถ้ามี)
แจ้งรายได้ต่ำกว่าความจริง เบี้ยปรับ 100% + เงินเพิ่ม + อาจมีโทษอาญา
ยื่นแบบถูกต้องครบถ้วน ไม่มีเบี้ยปรับ / เงินเพิ่มค่ะ

วิธียื่นภาษีที่ง่ายที่สุดสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ในปัจจุบัน คือการใช้ระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรที่ efiling.rd.go.th ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ สามารถยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (กรณีมีรายได้หลายประเภท) หรือ ภ.ง.ด.91 (กรณีรายได้จากงานประจำประเภทเดียว) ได้เลยค่ะ

สำหรับคุณ F ที่มีทั้งงานประจำและร้านออนไลน์ ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 เพราะมีรายได้หลายประเภทค่ะ — อย่าลืมเก็บบันทึกรายรับ-รายจ่ายของร้านออนไลน์ตลอดปีด้วยนะคะ จะช่วยให้ยื่นภาษีได้ถูกต้องและอาจลดภาษีได้ผ่านการหักค่าใช้จ่ายค่ะ

น้องแว่น

น้องแว่นสรุปค่ะ

  1. ไม่ยื่นภาษี = เบี้ยปรับ 100% + เงินเพิ่ม เสี่ยงสูงมากค่ะ
  2. ยื่นผ่าน e-Filing ที่ efiling.rd.go.th — ง่าย รวดเร็ว 24 ชม.ค่ะ
  3. ร้านออนไลน์ + งานประจำ = ยื่น ภ.ง.ด.90 ค่ะ
  4. เก็บสลิปและบิลไว้ตลอดปี — ใช้หักค่าใช้จ่ายลดภาษีได้ค่ะ

ขายของออนไลน์ยุคนี้ — รายได้ทุกบาท มีหน้าที่ตามกฎหมายภาษี รู้ก่อน เตรียมพร้อมก่อน ดีกว่าแก้ปัญหาทีหลังค่ะ

  1. รายได้ออนไลน์ ทุกแพลตฟอร์ม = เงินได้พึงประเมิน ม.40(8) ต้องนำมาคำนวณภาษีค่ะ  ดูข้อ 1
  2. หน้าที่ยื่น รายได้รวมเกิน 60,000 บาท/ปี (โสด หลายประเภท) ต้องยื่นภายในมีนาคมค่ะ  ดูข้อ 2
  3. อัตราขั้นบันได คำนวณจากเงินได้สุทธิ 0–35% — ม.40(8) ต้องตรวจหลักเกณฑ์หักค่าใช้จ่ายตามประเภทกิจการก่อนค่ะ  ดูข้อ 3
  4. VAT 1.8 ล้าน รายได้ถึง 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจด VAT — แยกจากภาษีเงินได้ค่ะ  ดูข้อ 4
  5. บทลงโทษ ไม่ยื่น = เบี้ยปรับ 100% + เงินเพิ่ม 1.5%/เดือน ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ค่ะ  ดูข้อ 5

ถ้าคุณเพิ่งรู้ว่ามีหน้าที่เสียภาษีจากร้านออนไลน์ ไม่ต้องตกใจค่ะ — เริ่มต้นจัดระเบียบบัญชีรายรับ-รายจ่ายตั้งแต่วันนี้ และยื่นแบบให้ถูกต้องในปีนี้ได้เลยค่ะ กรมสรรพากรมีระบบ e-Filing ที่ใช้งานง่าย และหากมีข้อสงสัยสามารถโทรสอบถาม RD Intelligence Center ได้ที่ 1161 ค่ะ

อ้างอิง  ·  ① ม.๔๐(๘) (เงินได้จากธุรกิจ/พาณิชย์รวมออนไลน์)  ·  ② ม.๕๖ (หน้าที่ยื่นแบบ — ภายในมีนาคม)  ·  ③ ม.๔๘ (อัตราขั้นบันได + ภาษีขั้นต่ำ 0.5%)  ·  ④ เกณฑ์ VAT 1,800,000 บาท/ปี  ·  ⑤ เบี้ยปรับ + เงินเพิ่ม กรณีไม่ยื่น/ยื่นผิด

💛 หมายเหตุจาก Kelomn: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลความรู้ทั่วไปด้านกฎหมายภาษีอากร อ้างอิงจากประมวลรัษฎากรและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมในอนาคต ข้อมูลในบทความนี้ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือทางบัญชี และไม่สามารถใช้แทนการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ หากมีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องการความชัดเจน สามารถค้นหาตัวบทกฎหมายฉบับเป็นทางการเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS) — Kelomn · AI Legal Research Project · Business Law for the Business Life

รับอัปเดตกฎหมายธุรกิจจาก Kelomn

ติดตามบทความใหม่ เครื่องมือ KKB และสรุปประเด็นกฎหมายธุรกิจที่ควรรู้จากหน้านี้ได้ต่อใน KKB Fans

สมัครรับข่าว ติดต่อทีม Kelomn

อ่านต่อในหัวข้อกฎหมายภาษี

กลับหน้าหลัก กฎหมายภาษี

ถ้าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์ ให้ส่ง กาแฟและขนมปัง ให้เป็นกำลังใจ

กดให้กาแฟ หรือ ขนมปัง สัก 1 อย่างไหมคะ?

ทานกาแฟ ไปแล้ว 13 แก้ว · ทานขนมปัง ไปแล้ว 9 แผ่น