คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1160/2568
สาระสำคัญ (สรุปโดย AI · ตรวจทานแล้ว)
คดีนี้มีประเด็นต้องวินิจฉัยสองข้อ ข้อแรกคือสัญญาที่พนักงานอัยการสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดตราดจัดทำขึ้นเพื่อไกล่เกลี่ยหนี้เงินกู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 หรือไม่ ข้อสองคือจำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวเป็นกรณีที่คู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทเรื่องหนี้เงินกู้ที่มีอยู่ก่อนแล้วให้เสร็จสิ้นไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน มิใช่โจทก์เป็นฝ่ายผ่อนผันแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 แล้ว แต่เมื่อพิจารณามูลหนี้เดิมที่เป็นที่มาของสัญญาดังกล่าว ปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยเงินกู้จากจำเลยทั้ง4ในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน อันเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 และฝ่าฝืน พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4(1) ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะทั้งหมด ต้องนำเงินดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสี่ชำระให้แก่โจทก์ไปแล้วกว่า 2,900,000 บาท มาหักชำระต้นเงินกู้ซึ่งมีอยู่ 1,930,000 บาท เมื่อจำนวนเงินที่ชำระไปแล้วมากกว่าต้นเงินกู้ จึงไม่มีมูลหนี้เงินกู้เหลือให้บังคับกันได้ตามกฎหมายอีกต่อไป และไม่มีมูลหนี้ที่จะรองรับสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว
แม้ฎีกาของโจทก์ในประเด็นแรกเรื่องสถานะของสัญญาจะฟังขึ้น แต่เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีมูลหนี้รองรับ จำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวแก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาพิพากษายืน ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ อันเป็นผลให้โจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดีในที่สุด
มาตราที่เกี่ยวข้อง
- ป.พ.พ. มาตรา 850
ข้อมูลคำพิพากษาที่ศาลฎีกาเผยแพร่ · ไม่ใช่เอกสารทางการของศาล · ใช้เพื่อการศึกษา · ควรตรวจสอบสำเนาทางการก่อนอ้างอิง