ศาลฎีกา · ฎีกาเข้าใหม่

ฎีกาเข้าใหม่

น้องแว่นคัดฎีกาเข้าใหม่มาให้เพื่อนๆ อ่านสาระสำคัญและเปิดมาตราที่เกี่ยวข้องได้เลยนะคะ

อัปเดตล่าสุด: 29 กรกฎาคม 2569 เวลา 17:10 น.

ฎีกาในฟีด
100
ฎีกาล่าสุด
1343/2569
ไปต่อที่ “มุมห้องสมุด”ค้นฎีกาทั้งหมด · ดัชนีรายปี · ดาวน์โหลด PDF

100 รายการ

ก่อนโหลดไฟล์ฎีกา กดเจ้าสไลม์ฟ้าบอกเราหน่อยนะว่าไม่ใช่หุ่นยนต์
  • ฎ. 1343/25692569ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพะเยาวิ.อาญา

    สาระสำคัญ

    ประเด็นแห่งคดีคือ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยฐานพยายามข่มขืนใจผู้เสียหายระงับไปแล้วหรือไม่ เมื่อการข่มขู่ให้ผู้เสียหายกลับมาคบหากับจำเลยโดยอ้างว่าจะเผยแพร่ภาพของผู้เสียหายเกี่ยวพันกับคดีก่อนที่จำเลยถูกฟ้องจากการครอบครองและส่งต่อภาพดังกล่าว แม้โจทก์แยกฟ้องเป็นคนละฐานความผิดและเกิดต่างวันเวลากัน แต่เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกันจากมูลเหตุและเจตนาที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน

    ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำทั้งสองคดีเป็นความผิดในเรื่องเดียวกันและเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อการกระทำตามฟ้องมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้วในคดีก่อน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องคดีนี้ย่อมระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง

    ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้ยกฟ้องโจทก์เพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้ว และฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

    ดูฉบับเต็ม
  • ฎ. 531/25692569ศาลอาญาวิ.อาญา

    สาระสำคัญ

    ประเด็นแห่งคดีคือ การมีเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่ายและพยายามส่งออกไปต่างประเทศเป็นเหตุฉกรรจ์ที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) หรือไม่ และจำเลยยังมีสิทธิขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตามมาตรา 152 วรรคสองหรือไม่

    ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุฉกรรจ์เรื่องผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐต้องพิจารณาจากพฤติการณ์เป็นรายคดี คดีนี้จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากไว้เพื่อจำหน่ายและพยายามส่งออกไปยังประเทศอิสราเอล หากเจ้าพนักงานไม่จับกุมเสียก่อน ยาเสพติดย่อมถูกนำไปแพร่กระจาย ประกอบกับประเทศไทยมีพันธกรณีต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การกระทำจึงกระทบต่อความน่าเชื่อถือและระบบเศรษฐกิจของประเทศ และต้องด้วยมาตรา 145 วรรคสาม (2) แม้จำเลยไม่มีเจตนาให้ยาเสพติดแพร่กระจายในประเทศไทย

    เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วางโทษประหารชีวิตก่อนลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต และศาลอุทธรณ์เพียงปรับบทตามกฎหมายใหม่โดยคงความผิดและโทษไว้ ข้อเท็จจริงส่วนนั้นยุติแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตามมาตรา 152 วรรคสอง ศาลฎีกาพิพากษายืน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น และไม่รับวินิจฉัยคำขอตามมาตรา 152 วรรคสอง

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

    ดูฉบับเต็ม
  • ฎ. 284/25692569ศาลจังหวัดสงขลาวิ.แพ่ง

    สาระสำคัญ

    ประเด็นแห่งคดีคือ จำเลยซึ่งได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดก แล้วแบ่งแยกและขายที่ดินบางส่วน ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกเพราะจงใจยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลหรือไม่ ทรัพย์ดังกล่าวยังเป็นทรัพย์มรดกหรือกลายเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวแล้ว และการฟ้องขอให้คืนทรัพย์เข้าสู่กองมรดกขาดอายุความหรือไม่

    ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากลำดับการโอนและข้อตกลงในคดีเดิม จำเลยอาจเข้าใจโดยสุจริตว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นและทรัพย์เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัว จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าทำให้ทายาทอื่นเสียประโยชน์ จำเลยไม่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดก อย่างไรก็ดี การที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้ตนเองในฐานะส่วนตัวไม่ใช่การแบ่งปันมรดกโดยสุจริต การจัดการมรดกจึงยังไม่เสร็จ ผู้รับโอนต่อ ๆ มารวมถึงจำเลยถือครองแทนทายาททั้งหมด และเงินจากการขายยังเป็นทรัพย์มรดก การฟ้องเพื่อให้คืนทรัพย์เป็นการเรียกร้องแบ่งปันมรดก จึงฟ้องได้แม้พ้นกำหนด 1 ปี

    คำขอให้คืนที่ดินย่อมรวมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นส่วนควบ และทุนทรัพย์ต้องรวมราคาสิ่งปลูกสร้างด้วย ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำเลยไม่ถูกกำจัดมิให้รับมรดก แต่ให้คืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเข้าสู่กองมรดก และคืนเงินจากการขายที่ดินเพียง 5 ใน 6 ส่วน จำนวน 2,500,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

    ดูฉบับเต็ม
  • ฎ. 1678/25692569ศาลแขวงนครสวรรค์แพ่ง

    สาระสำคัญ

    คดีนี้มีประเด็นว่าเงินที่จำเลยแจ้งหน่วยงานต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองให้หักไว้เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันเงินกู้ เป็นลาภมิควรได้ที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องเรียกคืนหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหนังสือยินยอมหักเงินตาม พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 เป็นกฎหมายเฉพาะที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับ ป.พ.พ. มาตรา 686 จำเลยจึงไม่จำต้องบอกกล่าวโจทก์ทั้งสองก่อนแจ้งหักเงิน เมื่อผู้กู้ที่โจทก์ทั้งสองค้ำประกันผิดนัดชำระหนี้มาตั้งแต่ก่อนปี 2560

    ศาลฎีกาเห็นว่าการหักเงินของจำเลยเป็นการกระทำที่มีมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย ไม่ใช่ลาภมิควรได้ พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

    ดูฉบับเต็ม
  • ฎ. 914/25692569ศาลแขวงเชียงรายวิ.อาญา

    สาระสำคัญ

    คดีนี้มีปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 หรือไม่ เพียงใด ในคดีที่จำเลยถูกฟ้องฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และ 268

    ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 ต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้องเท่านั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยนำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ทั้งที่ยังชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์แก่ผู้ตายไม่ครบถ้วน แล้วนำไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ของผู้ตายต้องสิ้นไปหรือลดน้อยถอยลง อันเป็นความเสียหายในทางทรัพย์สินจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรง ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในคดีนี้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าสินไหมทดแทน 4,800,000 บาท ตามราคาที่จำเลยยังค้างชำระนั้นเหมาะสมแล้ว ทั้งคำร้องส่วนแพ่งถือเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาคดีอาญา เมื่อคดีอาญาขึ้นสู่ศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งจึงไม่ต้องห้ามฎีกาและผู้ร้องไม่ต้องขออนุญาตฎีกา ส่วนที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง จำเลยไม่รู้สึกถึงความผิดและไม่บรรเทาผลร้าย การไม่รอการลงโทษจำคุกจึงเหมาะสมแล้ว

    ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 5 จำเลยแพ้คดี ต้องรับโทษจำคุก 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ และต้องชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง 4,800,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

    ดูฉบับเต็ม
  • ฎ. 630/25692569ศาลจังหวัดตราดวิ.อาญา

    สาระสำคัญ

    คดีมีปัญหาข้อกฎหมายว่า เมื่อระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกใช้บังคับ โดยเพิ่มบทนิยาม "กระทำชำเรา" เป็น (18) ของมาตรา 1 ให้ครอบคลุมการใช้อวัยวะอื่นหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น และยกเลิกวรรคสี่ถึงวรรคเจ็ดของมาตรา 279 จะถือว่ากฎหมายใหม่เป็นคุณแก่จำเลยซึ่งใช้นิ้วมือล่วงล้ำอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปีหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวยังคงเป็นความผิดอยู่ มิใช่กรณีที่กฎหมายภายหลังบัญญัติให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากอนาจารโดยการล่วงล้ำเป็นฐานกระทำชำเรา และเมื่อระวางโทษตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) กับมาตรา 277 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) เท่ากัน กฎหมายใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง

    นอกจากนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าการที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) จริง แต่ไม่ปรับบทความผิดดังกล่าวและกลับลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี ตามมาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 ซึ่งเป็นบทเบากว่านั้นไม่ถูกต้อง เพราะการกระทำทั้งสองฐานเป็นกรรมเดียวต้องลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยให้หนักขึ้น เพราะโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้ฎีกา ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

    ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) อีกบทหนึ่ง อันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปีไปเพื่อการอนาจาร ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลล่างแล้ว คงจำคุกจำเลยรวม 16 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งรวมถึงส่วนที่ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 และโจทก์ร่วมทั้งสองด้วย

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

    ดูฉบับเต็ม
  • ฎ. 521/25692569ศาลแพ่งแพ่ง

    สาระสำคัญ

    คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้รับจำนองจะฟ้องบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ศาลอาญามีคำสั่งถึงที่สุดให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้หรือไม่ โดยโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ผู้กู้ชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับโอนมาตามคำสั่งศาลออกขายทอดตลาด ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์จึงฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

    ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 และมาตรา 714 เป็นทรัพยสิทธิที่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญโดยไม่ต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ การที่กฎหมายบัญญัติให้ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนมิใช่ตกเป็นของแผ่นดิน กองทุนที่รับทรัพย์สินมาย่อมมีหน้าที่ความรับผิดตามภาระผูกพันที่ติดอยู่กับทรัพย์นั้น และไม่มีกฎหมายใดจำกัดสิทธิของผู้รับจำนอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองได้แม้ที่ดินตกเป็นของกองทุนแล้ว ทั้งข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน อย่างไรก็ตาม พยานหลักฐานฟังได้ว่าโจทก์ส่งมอบเงินกู้จริงเพียง 600,000 บาท ส่วนที่เหลือเป็นดอกเบี้ยที่หักไว้ล่วงหน้า รวมแล้วเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปีที่กฎหมายกำหนด ดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์คงมีสิทธิเรียกได้เฉพาะดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้

    ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ โจทก์จึงเป็นฝ่ายชนะคดีในชั้นฎีกา มีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินพิพาทได้

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

    ดูฉบับเต็ม
  • อม. 10/25692569ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ (อม.)

    สาระสำคัญ

    ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ (วาระที่ 2) ถูกกล่าวหาว่าจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง โดยไม่แสดงบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ 1 บัญชี ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ

    ศาลฎีกาพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ นับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป และมีความผิดตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 167 ลงโทษจำคุก 1 เดือน ปรับ 4,000 บาท โดยรอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

  • อม. 9/25692569ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ (อม.)

    สาระสำคัญ

    ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี ถูกกล่าวหาว่าจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง โดยไม่แสดงรายการเงินฝากธนาคาร ต่อมาได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งเดิมอีกวาระหนึ่ง และให้การรับสารภาพ

    ศาลฎีกาพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ นับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่วันที่ 11 มีนาคม 2569 เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป และลงโทษจำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท โดยรอการลงโทษจำคุกไว้ 3 ปี

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

  • อม. 8/25692569ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ (อม.)

    สาระสำคัญ

    ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลบางกระสั้น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถูกกล่าวหาว่าจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยให้การรับสารภาพ

    ศาลฎีกาพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 167 ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป และลงโทษจำคุก 1 เดือน ปรับ 4,000 บาท โดยรอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

  • อม. 7/25692569ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ (อม.)

    สาระสำคัญ

    ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีตำบลเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา ถูกกล่าวหาว่าจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยไม่คัดค้านคำร้องและให้การรับสารภาพในส่วนคดีอาญา

    ศาลฎีกาพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 167 ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป และลงโทษจำคุก 1 เดือน ปรับ 4,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

  • อม.อธ. 2/25692569ชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ (อม.อธ.)

    สาระสำคัญ

    ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่วินิจฉัยว่าจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง (บัญชีเงินฝากธนาคาร 4 รายการ) โดยต่อสู้ว่าคู่สมรสเป็นผู้ปกปิดบัญชีดังกล่าวไว้เอง

    องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ศาลฎีกาเห็นว่าข้อต่อสู้ดังกล่าวฟังไม่ขึ้น เนื่องจากทางไต่สวนแสดงว่าผู้ถูกกล่าวหาอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรสด้วยดีและมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันตลอดมา พิพากษายืนตามคำพิพากษาเดิม

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

  • อม. 6/25692569ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ (อม.)

    สาระสำคัญ

    คดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. (ผู้ร้อง) ยื่นคำร้องว่า ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเอือดใหญ่ จังหวัดอุบลราชธานี จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง โดยไม่แสดงรายการเงินฝากของคู่สมรสและรายการค่าเช่าซื้อรถยนต์ ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ

    ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป และมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 167 จำคุก 2 เดือน ปรับ 8,000 บาท รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 เดือน ปรับ 4,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

  • อม. 5/25692569ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ (อม.)

    สาระสำคัญ

    ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยไร่ จังหวัดเพชรบูรณ์ สองวาระ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง 2 ครั้ง คือกรณีพ้นจากตำแหน่งวาระที่ 1 และกรณีเข้ารับตำแหน่งวาระที่ 2 โดยไม่แสดงเงินลงทุนในฟาร์มปศุสัตว์และห้างหุ้นส่วนจำกัดรับเหมาก่อสร้าง ที่ดิน 2 โฉนด โรงเรือน และรถแทรกเตอร์ ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ

    ศาลฎีกาพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดหลายกรรมรวม 2 กระทงตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 167 จำคุกกระทงละ 2 เดือน ปรับกระทงละ 8,000 บาท รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุกรวม 2 เดือน ปรับรวม 8,000 บาท โดยให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป และรอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

  • อม. 4/25692569ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ (อม.)

    สาระสำคัญ

    ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งอันเป็นเท็จ โดยปกปิดเงินลงทุนในบริษัทและห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ถือไว้ในชื่อบุคคลอื่น ซึ่งนิติบุคคลทั้งสองเป็นคู่สัญญากับเทศบาลที่ผู้ถูกกล่าวหาบริหารรวม 24 สัญญา ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ แต่ศาลไต่สวนแล้วฟังได้ว่ากระทำผิดจริง

    ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป และลงโทษจำคุก 4 เดือนโดยไม่รอการลงโทษ ฐานมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 167 โดยให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

  • อม. 2/25692569ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ (อม.)

    สาระสำคัญ

    ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองลพบุรี จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเมื่อพ้นจากตำแหน่งด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง โดยไม่แสดงบัญชีเงินฝากธนาคาร 3 บัญชี ที่ดินมีโฉนด 1 แปลง และที่ดิน น.ส.3 อีก 7 แปลง ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ

    ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 167 ให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป ลงโทษจำคุก 2 เดือน ปรับ 8,000 บาท รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 1 เดือน ปรับ 4,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

  • ฎ. 1672/25692569ศาลจังหวัดตรังวิ.อาญา

    สาระสำคัญ

    คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์และนั่งซ้อนท้ายกันมาโดยนำอาวุธปืนที่มีอานุภาพร้ายแรงติดตัวมาตามคำสั่งที่ได้รับ แล้วจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงกราดเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยประจำของผู้เสียหายทั้งสองกับบุตรอย่างน้อย 5 นัด โดยกระสุนทะลุเข้าไปในตัวบ้านและอยู่ในระดับคอคน เป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายทั้งสองหรือบุคคลอื่นภายในบ้าน แม้ขณะเกิดเหตุไม่มีผู้ใดอยู่ในบ้านก็เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ ทั้งการที่จำเลยทั้งสองกับพวกวางแผนไว้ล่วงหน้าด้วยการตระเตรียมจัดหารถจักรยานยนต์และอาวุธปืน โดยนัดไปเอาอาวุธปืนจากสถานที่ซ่อนไว้เป็นขั้นเป็นตอน ถือเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตาย จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80

    ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าพนักงานสอบสวนมิได้สอบถามเรื่องความต้องการทนายความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 นั้น แม้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ปรากฏตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา แจ้งสิทธิ และสอบถามเรื่องทนายความแล้ว จำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ อันเป็นการสละสิทธิ เมื่อความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมีระวางโทษสูงสุดเพียงจำคุกตลอดชีวิต มิใช่คดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต จึงไม่มีเหตุต้องจัดทนายความให้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคสอง การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายแล้ว และที่ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น โทษที่จะลงได้คือจำคุกตลอดชีวิตเท่านั้น เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 50 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 53 ก่อน คงเหลือจำคุก 25 ปี ซึ่งเป็นโทษต่ำที่สุดแล้ว ไม่อาจลดต่ำกว่านี้ได้อีก

    ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ พิพากษายืน จำเลยที่ 1 แพ้คดี คงลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุก 25 ปี

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

    ดูฉบับเต็ม
  • ฎ. 189/25692569ศาลจังหวัดกาญจนบุรีอาญา

    สาระสำคัญ

    คดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นชอบที่จะออกหมายบังคับคดีในส่วนโทษปรับรายวันตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่าที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำลำน้ำหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นเคยพิพากษาลงโทษจำเลยฐานปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตและฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าท่า ให้จำคุกและปรับ รวมทั้งปรับรายวันวันละ 500.50 บาท นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2563 เป็นต้นไปตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน โดยให้รอการลงโทษจำคุกและปรับไว้มีกำหนด 2 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56

    ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้มาตรา 56 ให้ศาลมีดุลพินิจรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษปรับได้ แต่โทษปรับรายวันเป็นมาตรการบังคับตามคำพิพากษาที่มีวัตถุประสงค์ให้การกระทำผิดที่ยังดำเนินอยู่ยุติลง ตราบใดที่จำเลยยังฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าท่า จำเลยก็ยังต้องรับผิดชำระค่าปรับรายวันแก่รัฐต่อไปโดยไม่อาจกำหนดจำนวนรวมที่แน่นอนได้ล่วงหน้า จึงไม่อาจรอการลงโทษปรับรายวันในส่วนที่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษาได้ การที่ศาลชั้นต้นให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี มีผลเพียงรอการลงโทษปรับเฉพาะส่วนที่ระบุจำนวนแน่นอนได้ในวันพิพากษาเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยยังไม่รื้อถอนอาคารตามคำสั่งของเจ้าท่า การกระทำของจำเลยจึงยังคงเป็นความผิดอยู่ต่อไป

    ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์ตาม ป.อ. มาตรา 29/1 เพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยมาชำระค่าปรับรายวันในส่วนที่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีในส่วนโทษปรับรายวันดังกล่าวได้ตามคำร้อง

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

    ดูฉบับเต็ม
  • ฎ. 1729/25692569ศาลจังหวัดอุดรธานีวิ.อาญา

    สาระสำคัญ

    คดีนี้จำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยใช้อาวุธ ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร และความผิดอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยจำเลยเขียนฎีกาด้วยตนเอง ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสามใหม่อีกครั้งว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวหรือไม่ และขอให้ลงโทษสถานเบาลง

    ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนให้จำคุกกระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ส่วนฎีกาในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กโดยใช้อาวุธนั้น เนื้อหาฎีกาของจำเลยมิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยเหตุผลหรือคลาดเคลื่อนในส่วนใด หากแต่เป็นเพียงการคัดลอกคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสามมากล่าวซ้ำ ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่ขอให้ลงโทษสถานเบา ศาลฎีกาเห็นว่าโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษสถานเดียวตามที่กฎหมายกำหนด และได้ลดโทษให้กึ่งหนึ่งอันเป็นอัตราสูงสุดตามกฎหมายแล้ว จึงไม่อาจลงโทษจำเลยสถานเบากว่านี้ได้อีก

    ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกประเด็น จำเลยยังคงต้องรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาเดิม

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

    ดูฉบับเต็ม
  • ฎ. 266/25692569ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีวิ.อาญา

    สาระสำคัญ

    คดีนี้มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่โจทก์ไปแจ้งความไว้ต่อพนักงานสอบสวน ภายหลังจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเท้าแชร์ประกาศล้มวงแชร์โดยยังไม่จ่ายเงินคืนให้โจทก์ ถือเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมายอันมีผลให้คดีความผิดฐานฉ้อโกงไม่ขาดอายุความและโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

    ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การร้องทุกข์ไม่มีแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ตายตัว เพียงต้องแสดงเจตนาให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำผิด เมื่อข้อความในรายงานประจำวันระบุว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการเล่นแชร์กับจำเลยที่ 1 พร้อมจำนวนความเสียหาย และประสงค์มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งพนักงานสอบสวนก็รับจะดำเนินการต่อไป จึงถือเป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) และมาตรา 123 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 โดยไม่จำต้องระบุฐานความผิดมาด้วย เมื่อโจทก์ร้องทุกข์ภายในกำหนดเวลาโดยชอบ คดีจึงไม่ขาดอายุความ

    ศาลฎีกาเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ว่าการแจ้งความของโจทก์ไม่เป็นคำร้องทุกข์และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะคดีขาดอายุความนั้นไม่ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้ฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่าการกระทำเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลฎีกาจึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

    สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม

    ดูฉบับเต็ม

ข้อมูลคำพิพากษาที่ศาลฎีกาเผยแพร่ · ไม่ใช่เอกสารทางการของศาล · ใช้เพื่อการศึกษา