คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1174/2568
สาระสำคัญ (สรุปโดย AI · ตรวจทานแล้ว)
คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับหนี้สินเชื่อที่จำเลยสมัครขอรับจากผู้ประกอบธุรกิจซึ่งภายหลังโอนสิทธิเรียกร้องมาให้โจทก์ โดยต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจากการรับโอนสิทธิเรียกร้องที่ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายผู้โอนเพียงฝ่ายเดียวตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง หรือไม่ และหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้บัตรเครดิตซึ่งมีอายุความ 2 ปีตามที่จำเลยเข้าใจ หรือเป็นหนี้กู้ยืมเงินสดผ่อนชำระเป็นงวดซึ่งมีอายุความ 5 ปี อันมีผลต่อการวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการโอนสิทธิเรียกร้องที่ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายผู้โอนเพียงฝ่ายเดียวสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนหนี้ตามฟ้องเป็นกรณีจำเลยกู้ยืมเงินสดโดยตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นงวดรายเดือน มิใช่หนี้จากการใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าหรือเบิกถอนเงินสด จึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) ซึ่งแม้จำเลยมิได้ยกอายุความ 5 ปีขึ้นต่อสู้โดยตรง ศาลก็มีหน้าที่ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ พยานหลักฐานที่โจทก์อ้างว่าจำเลยชำระหนี้ 1,000 บาท เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น มีข้อพิรุธน่าสงสัยและไม่สมเหตุผล จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยชำระหนี้ดังกล่าวจริง
เมื่อจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ฉบับสุดท้ายลงวันที่ 11 ธันวาคม 2558 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2564 ซึ่งเกิน 5 ปี นับแต่วันผิดนัด คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ยกฟ้องโจทก์ ผลคดีจึงเป็นที่สุดว่าจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้อง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
- ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2)
- ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง
- พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง
ข้อมูลคำพิพากษาที่ศาลฎีกาเผยแพร่ · ไม่ใช่เอกสารทางการของศาล · ใช้เพื่อการศึกษา · ควรตรวจสอบสำเนาทางการก่อนอ้างอิง