คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1265/2568
สาระสำคัญ (สรุปโดย AI · ตรวจทานแล้ว)
คดีพิพาทเรื่องความรับผิดจากการทำเหมืองแร่และเอาแร่ไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยราชการผู้จัดเก็บค่าภาคหลวงแร่ฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ประเด็นที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าภาคหลวงแร่ตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 104 จากผู้ที่ทำเหมืองโดยไม่มีประทานบัตรที่ถูกต้องได้หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การชำระค่าภาคหลวงแร่มีได้เฉพาะกรณีทำเหมืองแร่โดยได้รับประทานบัตรที่ถูกต้องตามมาตรา 43 เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ทำและเอาแร่จากพื้นที่ประทานบัตรไปโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้โดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 43 และเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงเรียกได้เฉพาะมูลค่าแร่ที่จำเลยที่ 1 นำไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ไม่อาจเรียกค่าภาคหลวงแร่ในแร่ส่วนที่ทำได้หลังพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันที่ประทานบัตรสิ้นอายุ ส่วนจำเลยที่ 2 แม้ไม่ปรากฏว่าร่วมในกระบวนการขุดและนำแร่ออกจากเหมืองโดยตรง แต่พฤติการณ์ที่รับช่วงการทำเหมือง ประกอบกิจการโรงโม่ต่อเนื่อง และจำหน่ายหินที่ไม่ได้มาจากแหล่งสัมปทานที่ถูกต้อง บ่งชี้ว่ามีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในแร่พิพาท จึงรับฟังได้ว่าร่วมกันทำละเมิดและต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ นอกจากนี้ศาลฎีกายกปัญหาอัตราดอกเบี้ยผิดนัดซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเอง เพื่อปรับอัตราดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 814,912,980.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องไม่เกิน 59,749,267.01 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โจทก์จึงเป็นฝ่ายชนะคดีตามจำนวนทุนทรัพย์ดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
มาตราที่เกี่ยวข้อง
- พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 มาตรา 104
ข้อมูลคำพิพากษาที่ศาลฎีกาเผยแพร่ · ไม่ใช่เอกสารทางการของศาล · ใช้เพื่อการศึกษา · ควรตรวจสอบสำเนาทางการก่อนอ้างอิง