คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1303/2568
สาระสำคัญ (สรุปโดย AI · ตรวจทานแล้ว)
คดีนี้มีประเด็นวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัวที่โจทก์กับจำเลยทำขึ้น ซึ่งกำหนดว่าหากจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์หรือบุคคลในครอบครัวคนหนึ่งคนใด จำเลยยินยอมหย่าขาดและสละสิทธิในสินสมรสทั้งหมด มีสถานะทางกฎหมายเป็นสัญญาประเภทใดและมีผลใช้บังคับได้หรือไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (8)
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่ใช่สัญญาระหว่างสมรสเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย แต่มีลักษณะเป็นทัณฑ์บนเรื่องความประพฤติของจำเลยตามป.พ.พ. มาตรา 1516 (8) เมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงใช้บังคับได้ และเมื่อจำเลยทำร้ายร่างกายบุตรอันเป็นบุคคลในครอบครัว จำเลยจึงผิดทัณฑ์บน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลง แต่ข้อตกลงให้สละสิทธิในสินสมรสทั้งหมดถือเป็นเบี้ยปรับตามป.พ.พ. มาตรา 382 ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ เมื่อพิจารณาความร้ายแรงของการกระทำเทียบกับมูลค่าที่ดินสินสมรสถึง7 แปลงที่จำเลยต้องเสียไปทั้งหมด ประกอบกับจำเลยอายุประมาณ70 ปีและไม่มีอาชีพ ศาลฎีกาเห็นสมควรลดค่าปรับดังกล่าวลง
ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ โดยให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินสินสมรสทั้ง 7 แปลงให้แก่โจทก์แปลงละ6 ใน 10 ส่วน แทนการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดไว้เดิม ผลคำพิพากษาศาลฎีกาทำให้โจทก์ยังคงได้รับส่วนแบ่งสินสมรสส่วนใหญ่ ขณะที่จำเลยได้รับการลดภาระการสละสินสมรสลงบางส่วน ส่วนข้อฎีกาของจำเลยที่โต้แย้งการตีความข้อ 4 ของบันทึกข้อตกลงว่าสละเพียงสิทธิจัดการมิใช่กรรมสิทธิ์นั้น เป็นข้อที่เพิ่งยกขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว
มาตราที่เกี่ยวข้อง
- ป.พ.พ. มาตรา 382
- ป.พ.พ. มาตรา 1516 (8)
- ป.วิ.อ. มาตรา 142 (5)
ข้อมูลคำพิพากษาที่ศาลฎีกาเผยแพร่ · ไม่ใช่เอกสารทางการของศาล · ใช้เพื่อการศึกษา · ควรตรวจสอบสำเนาทางการก่อนอ้างอิง