Kelomn.com · ฎีกาใหม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2569

สาระสำคัญ (สรุปโดย AI · ตรวจทานแล้ว)

คดีนี้มีประเด็นว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโอนเงินสินสมรสจากบัญชีเงินฝากส่วนตัวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาและปราศจากความยินยอมของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อนที่โจทก์เคยฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ฐานแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 ตาม มาตรา 1523 หรือไม่ และโจทก์ได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมการให้ดังกล่าวแล้วหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาทั้งสองคดีแตกต่างกัน คดีก่อนมุ่งเรียกค่าทดแทนจากความเสียหายที่จำเลยที่ 2 แสดงตนเป็นชู้ ส่วนคดีนี้มุ่งเพิกถอนนิติกรรมจัดการสินสมรสที่ทำไปโดยไม่ได้รับความยินยอม จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 และเห็นว่าการที่โจทก์บอกล้างนิติกรรมมีลักษณะทำให้สัญญาสิ้นผล ต่างจากการให้สัตยาบันซึ่งต้องเป็นกรณีที่สัญญายังคงมีผลอยู่ จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมการให้ดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านิติกรรมการให้เป็นการจัดการสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ และมิใช่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวหรือเพื่อการกุศล โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองได้

ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินแก่โจทก์รวม 1,431,731 บาท แต่แก้ไขเฉพาะจุดเริ่มคิดดอกเบี้ย โดยเห็นว่านิติกรรมการให้ยังมีผลสมบูรณ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน จำเลยที่ 2 จึงยังไม่ผิดนัดก่อนวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นหลักจึงฟังไม่ขึ้น

มาตราที่เกี่ยวข้อง

  • ป.พ.พ. มาตรา 224
  • ป.พ.พ. มาตรา 1480
  • ป.พ.พ. มาตรา 1523

ข้อมูลคำพิพากษาที่ศาลฎีกาเผยแพร่ · ไม่ใช่เอกสารทางการของศาล · ใช้เพื่อการศึกษา · ควรตรวจสอบสำเนาทางการก่อนอ้างอิง

อ่านฉบับเต็ม