Kelomn.com · ฎีกาใหม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1546/2568

สาระสำคัญ (สรุปโดย AI · ตรวจทานแล้ว)

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายว่า ความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ซึ่งมีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปนั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแต่โจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่ และศาลจะอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์โดยมีอาวุธซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานชิงทรัพย์ได้หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 เมื่อปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานให้ศาลลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธตามฟ้องได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์โดยมีอาวุธนั้น มาตรา 192 วรรคท้าย ให้ศาลลงโทษได้เฉพาะการกระทำผิด "ตามที่พิจารณาได้ความ" แต่คดีนี้ทั้งสองฝ่ายไม่สืบพยาน ข้อเท็จจริงจึงมีเพียงเท่าที่โจทก์กล่าวในฟ้อง หาได้มีข้อเท็จจริงตามที่พิจารณาได้ความไม่ จึงนำบทบัญญัติดังกล่าวมาลงโทษจำเลยไม่ได้

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานชิงทรัพย์ คงลงโทษจำเลยเฉพาะความผิดฐานพาอาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ปรับ 500 บาท ภายหลังลดโทษกึ่งหนึ่งเพราะรับสารภาพ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น โจทก์จึงเป็นฝ่ายแพ้คดีในชั้นฎีกา

มาตราที่เกี่ยวข้อง

  • ป.วิ.อ. มาตรา 176
  • ป.วิ.อ. มาตรา 192

ข้อมูลคำพิพากษาที่ศาลฎีกาเผยแพร่ · ไม่ใช่เอกสารทางการของศาล · ใช้เพื่อการศึกษา · ควรตรวจสอบสำเนาทางการก่อนอ้างอิง

อ่านฉบับเต็ม