คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2030/2568
สาระสำคัญ (สรุปโดย AI · ตรวจทานแล้ว)
คดีนี้ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธขวานติดตัว แล้วร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการล็อกคอ ชกต่อยและเตะใบหน้า ศีรษะ ต้นคอ ประกอบกับจำเลยที่ 3 ใช้ขวานตีศีรษะ หัวเข่าและสะโพกของผู้เสียหายนั้น เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 ตามที่โจทก์ฎีกา หรือเป็นเพียงการทำร้ายที่ไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายตามมาตรา 391 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไว้ รวมทั้งปัญหาความเหมาะสมของการกำหนดโทษและการเพิ่มโทษจำเลยที่ 2
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพโดยไม่โต้แย้งข้อเท็จจริง ประกอบกับบาดแผลที่ศีรษะของผู้เสียหายซึ่งเกิดจากการใช้ขวานตี ต้องใช้เวลารักษาประมาณ 5 ถึง 7 วัน และเป็นการทำร้ายบริเวณอวัยวะสำคัญ จึงเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 295แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปรับบทเป็นมาตรา 391 จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนประเด็นการกำหนดโทษ ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยทั้งสามกับผู้เสียหายเป็นเครือญาติกัน และภายหลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสามได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจนผู้เสียหายพอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีต่อไปแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจลงโทษปรับโดยไม่ลงโทษจำคุกและยกคำขอเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว นอกจากนี้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกายังเห็นว่าการบุกรุกเคหสถานแล้วใช้กำลังประทุษร้ายต่อเนื่องกันเป็นความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามมาตรา 365 (1) ตามที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทไว้ถูกต้องแล้ว
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 มิใช่เพียงมาตรา 391 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไว้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 กล่าวคือ ฎีกาของโจทก์ในประเด็นฐานความผิดฟังขึ้น แต่ในประเด็นขอให้ลงโทษหนักขึ้นและขอเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 นั้นฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น จำเลยทั้งสามจึงยังคงได้รับโทษตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดไว้เดิม
มาตราที่เกี่ยวข้อง
- ป.อ. มาตรา 365 (1)
ข้อมูลคำพิพากษาที่ศาลฎีกาเผยแพร่ · ไม่ใช่เอกสารทางการของศาล · ใช้เพื่อการศึกษา · ควรตรวจสอบสำเนาทางการก่อนอ้างอิง