Kelomn.com · ฎีกาใหม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276/2568

สาระสำคัญ (สรุปโดย AI · ตรวจทานแล้ว)

คดีนี้มีประเด็นข้อกฎหมายสองส่วนที่ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภครับวินิจฉัย ส่วนแรกคือผู้ค้ำประกันตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อหรือไม่ เมื่อโจทก์ได้พักชำระหนี้ค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อเป็นเวลา 6 เดือน ตามมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 อันเป็นการขยายกำหนดเวลาชำระหนี้ออกไป โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ส่วนที่สองคือโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยที่คิดไว้ในระหว่างพักชำระหนี้จำนวน 14,422.22 บาท จากจำเลยที่ 1 หรือไม่ หลังสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ผ่อนเวลาชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 โดยยังคงคิดดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ บ่งชี้ชัดว่าเป็นการผ่อนเวลาตามป.พ.พ. มาตรา 700 เมื่อโจทก์มิได้ให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันตกลงยินยอมด้วย จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิด ส่วนดอกเบี้ยที่คิดในระหว่างพักชำระหนี้นั้น ถือเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ตกลงไว้ในสัญญาเช่าซื้อ เป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญา เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยดังกล่าวจากจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในทั้งสองประเด็นที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทั้งสองข้อ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทน 330,600 บาท ยกคำขอดอกเบี้ยระหว่างพักชำระหนี้ และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

มาตราที่เกี่ยวข้อง

  • ป.พ.พ. มาตรา 391

ข้อมูลคำพิพากษาที่ศาลฎีกาเผยแพร่ · ไม่ใช่เอกสารทางการของศาล · ใช้เพื่อการศึกษา · ควรตรวจสอบสำเนาทางการก่อนอ้างอิง

อ่านฉบับเต็ม