คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2614/2568
สาระสำคัญ (สรุปโดย AI · ตรวจทานแล้ว)
คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นความผิดต่างกรรมกันกับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จหรือไม่ หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ว่าความผิดทั้งหมดเป็นกรรมเดียว คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 2 ปี
ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่มีการสมคบวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้กระทำการตามที่สมคบกัน จึงเป็นความผิดกรรมหนึ่ง ส่วนความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เกิดขึ้นภายหลังที่ความผิดสามฐานแรกสำเร็จไปแล้ว มิใช่การกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในคราวเดียวกัน และสามารถแยกเจตนาและการกระทำออกจากกันได้ จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิด 2 กรรม โดยแต่ละกรรมเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 4 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 เนื่องจากจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ รวมโทษทุกกระทงคงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 4 ปี และให้ร่วมกันคืนเงิน 2,503,757.15 บาท แก่ผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งไม่มีการแก้ไขในส่วนนี้ ผลคดีจึงเป็นคุณแก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสามได้รับโทษหนักขึ้นกว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
มาตราที่เกี่ยวข้อง
- ป.อ. มาตรา 90
- ป.อ. มาตรา 91
ข้อมูลคำพิพากษาที่ศาลฎีกาเผยแพร่ · ไม่ใช่เอกสารทางการของศาล · ใช้เพื่อการศึกษา · ควรตรวจสอบสำเนาทางการก่อนอ้างอิง