คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3161/2568
สาระสำคัญ (สรุปโดย AI · ตรวจทานแล้ว)
คดีนี้จำเลยถูกฟ้องว่าร่วมกันฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบ มาตรา 83 และให้การรับสารภาพ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกามีเพียงว่า การที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงในรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ ซึ่งระบุว่าผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยไปแล้วบางส่วน มาหักออกจากจำนวนเงินที่จำเลยต้องคืนแก่ผู้เสียหายตามคำขอท้ายฟ้องนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ทั้งที่มิได้มีการนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้อเท็จจริงดังกล่าว
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง และมาตรา 13 ข้อเท็จจริงเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายที่ปรากฏในรายงานสืบเสาะฯ ถือเป็นเหตุอื่นอันควรปรานีตามมาตรา 11 มิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย ศาลจึงมีอำนาจรับฟังประกอบการพิจารณาได้โดยพนักงานคุมประพฤติไม่จำต้องนำพยานบุคคลมาสืบประกอบตามมาตรา 13 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายเป็นผู้ให้ถ้อยคำเองต่อพนักงานคุมประพฤติว่าได้รับชำระแล้วจำนวน 900,000 บาท และในฎีกาโจทก์ก็มิได้ยืนยันโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงมีเหตุเชื่อได้ว่าผู้เสียหายได้รับชดใช้จริงตามที่ปรากฏในรายงาน การที่ศาลอุทธรณ์นำจำนวนเงินดังกล่าวมาหักออกจากยอดที่จำเลยต้องคืนจึงชอบแล้ว
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คงให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายเพียง 1,690,000 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนด โดยไม่ต้องคืนเต็มจำนวน 2,590,000 บาท ตามคำขอเดิมของโจทก์
มาตราที่เกี่ยวข้อง
- ป.อ. มาตรา 83
- ป.อ. มาตรา 341
ข้อมูลคำพิพากษาที่ศาลฎีกาเผยแพร่ · ไม่ใช่เอกสารทางการของศาล · ใช้เพื่อการศึกษา · ควรตรวจสอบสำเนาทางการก่อนอ้างอิง