มุมห้องสมุด · ศูนย์รวมคำพิพากษาฎีกา
เราหาคำพิพากษาฎีกาใหม่ๆ มาอัปเดตให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะ ค้นได้ทั้งคำ มาตรา หรือเลขฎีกา แล้วโหลด PDF ไปอ่านได้เลย
สาระสำคัญ
ประเด็นแห่งคดีคือ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยฐานพยายามข่มขืนใจผู้เสียหายระงับไปแล้วหรือไม่ เมื่อการข่มขู่ให้ผู้เสียหายกลับมาคบหากับจำเลยโดยอ้างว่าจะเผยแพร่ภาพของผู้เสียหายเกี่ยวพันกับคดีก่อนที่จำเลยถูกฟ้องจากการครอบครองและส่งต่อภาพดังกล่าว แม้โจทก์แยกฟ้องเป็นคนละฐานความผิดและเกิดต่างวันเวลากัน แต่เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายรายเดียวกันจากมูลเหตุและเจตนาที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำทั้งสองคดีเป็นความผิดในเรื่องเดียวกันและเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อการกระทำตามฟ้องมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้วในคดีก่อน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องคดีนี้ย่อมระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้ยกฟ้องโจทก์เพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้ว และฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม
สาระสำคัญ
ประเด็นแห่งคดีคือ การมีเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่ายและพยายามส่งออกไปต่างประเทศเป็นเหตุฉกรรจ์ที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) หรือไม่ และจำเลยยังมีสิทธิขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตามมาตรา 152 วรรคสองหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุฉกรรจ์เรื่องผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐต้องพิจารณาจากพฤติการณ์เป็นรายคดี คดีนี้จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากไว้เพื่อจำหน่ายและพยายามส่งออกไปยังประเทศอิสราเอล หากเจ้าพนักงานไม่จับกุมเสียก่อน ยาเสพติดย่อมถูกนำไปแพร่กระจาย ประกอบกับประเทศไทยมีพันธกรณีต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การกระทำจึงกระทบต่อความน่าเชื่อถือและระบบเศรษฐกิจของประเทศ และต้องด้วยมาตรา 145 วรรคสาม (2) แม้จำเลยไม่มีเจตนาให้ยาเสพติดแพร่กระจายในประเทศไทย
เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วางโทษประหารชีวิตก่อนลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต และศาลอุทธรณ์เพียงปรับบทตามกฎหมายใหม่โดยคงความผิดและโทษไว้ ข้อเท็จจริงส่วนนั้นยุติแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตามมาตรา 152 วรรคสอง ศาลฎีกาพิพากษายืน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น และไม่รับวินิจฉัยคำขอตามมาตรา 152 วรรคสอง
สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม
สาระสำคัญ
ประเด็นแห่งคดีคือ จำเลยซึ่งได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดก แล้วแบ่งแยกและขายที่ดินบางส่วน ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกเพราะจงใจยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลหรือไม่ ทรัพย์ดังกล่าวยังเป็นทรัพย์มรดกหรือกลายเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวแล้ว และการฟ้องขอให้คืนทรัพย์เข้าสู่กองมรดกขาดอายุความหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากลำดับการโอนและข้อตกลงในคดีเดิม จำเลยอาจเข้าใจโดยสุจริตว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นและทรัพย์เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัว จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าทำให้ทายาทอื่นเสียประโยชน์ จำเลยไม่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดก อย่างไรก็ดี การที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้ตนเองในฐานะส่วนตัวไม่ใช่การแบ่งปันมรดกโดยสุจริต การจัดการมรดกจึงยังไม่เสร็จ ผู้รับโอนต่อ ๆ มารวมถึงจำเลยถือครองแทนทายาททั้งหมด และเงินจากการขายยังเป็นทรัพย์มรดก การฟ้องเพื่อให้คืนทรัพย์เป็นการเรียกร้องแบ่งปันมรดก จึงฟ้องได้แม้พ้นกำหนด 1 ปี
คำขอให้คืนที่ดินย่อมรวมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นส่วนควบ และทุนทรัพย์ต้องรวมราคาสิ่งปลูกสร้างด้วย ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำเลยไม่ถูกกำจัดมิให้รับมรดก แต่ให้คืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเข้าสู่กองมรดก และคืนเงินจากการขายที่ดินเพียง 5 ใน 6 ส่วน จำนวน 2,500,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม
สาระสำคัญ
คดีนี้มีประเด็นว่าเงินที่จำเลยแจ้งหน่วยงานต้นสังกัดของโจทก์ทั้งสองให้หักไว้เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันเงินกู้ เป็นลาภมิควรได้ที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องเรียกคืนหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหนังสือยินยอมหักเงินตาม พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 42/1 เป็นกฎหมายเฉพาะที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับ ป.พ.พ. มาตรา 686 จำเลยจึงไม่จำต้องบอกกล่าวโจทก์ทั้งสองก่อนแจ้งหักเงิน เมื่อผู้กู้ที่โจทก์ทั้งสองค้ำประกันผิดนัดชำระหนี้มาตั้งแต่ก่อนปี 2560
ศาลฎีกาเห็นว่าการหักเงินของจำเลยเป็นการกระทำที่มีมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย ไม่ใช่ลาภมิควรได้ พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น
สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม
สาระสำคัญ
คดีนี้มีปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 หรือไม่ เพียงใด ในคดีที่จำเลยถูกฟ้องฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และ 268
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 ต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้องเท่านั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยนำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ทั้งที่ยังชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์แก่ผู้ตายไม่ครบถ้วน แล้วนำไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ของผู้ตายต้องสิ้นไปหรือลดน้อยถอยลง อันเป็นความเสียหายในทางทรัพย์สินจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรง ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในคดีนี้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าสินไหมทดแทน 4,800,000 บาท ตามราคาที่จำเลยยังค้างชำระนั้นเหมาะสมแล้ว ทั้งคำร้องส่วนแพ่งถือเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาคดีอาญา เมื่อคดีอาญาขึ้นสู่ศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งจึงไม่ต้องห้ามฎีกาและผู้ร้องไม่ต้องขออนุญาตฎีกา ส่วนที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง จำเลยไม่รู้สึกถึงความผิดและไม่บรรเทาผลร้าย การไม่รอการลงโทษจำคุกจึงเหมาะสมแล้ว
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 5 จำเลยแพ้คดี ต้องรับโทษจำคุก 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ และต้องชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง 4,800,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม
สาระสำคัญ
คดีมีปัญหาข้อกฎหมายว่า เมื่อระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกใช้บังคับ โดยเพิ่มบทนิยาม "กระทำชำเรา" เป็น (18) ของมาตรา 1 ให้ครอบคลุมการใช้อวัยวะอื่นหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น และยกเลิกวรรคสี่ถึงวรรคเจ็ดของมาตรา 279 จะถือว่ากฎหมายใหม่เป็นคุณแก่จำเลยซึ่งใช้นิ้วมือล่วงล้ำอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปีหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวยังคงเป็นความผิดอยู่ มิใช่กรณีที่กฎหมายภายหลังบัญญัติให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากอนาจารโดยการล่วงล้ำเป็นฐานกระทำชำเรา และเมื่อระวางโทษตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) กับมาตรา 277 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) เท่ากัน กฎหมายใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง
นอกจากนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าการที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) จริง แต่ไม่ปรับบทความผิดดังกล่าวและกลับลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี ตามมาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 ซึ่งเป็นบทเบากว่านั้นไม่ถูกต้อง เพราะการกระทำทั้งสองฐานเป็นกรรมเดียวต้องลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยให้หนักขึ้น เพราะโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้ฎีกา ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) อีกบทหนึ่ง อันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปีไปเพื่อการอนาจาร ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลล่างแล้ว คงจำคุกจำเลยรวม 16 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งรวมถึงส่วนที่ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 และโจทก์ร่วมทั้งสองด้วย
สรุปโดยระบบ AI Legal Research · โปรดอ่านตรวจทานและปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญ · โปรดตรวจสอบกับคำพิพากษาฉบับเต็ม
ข้อมูลคำพิพากษาที่ศาลฎีกาเผยแพร่ · ไม่ใช่เอกสารทางการของศาล · ใช้เพื่อการศึกษา · ควรตรวจสำเนาทางการก่อนอ้างอิง