ชื่อในบทความนี้เป็นชื่อสมมติ ไม่มีตัวตนจริง เป็นเพียงการเล่าเรื่องเพื่อให้เข้าใจง่าย ไม่ได้ตั้งใจพาดพิงบุคคลหรือคลินิกใดนะคะ
น้องแว่น — Kelomn Legal Café · สิทธิผู้บริโภคด้านการแพทย์และความงาม
สะกิดบอกเพื่อน: สวย–หล่อ ต้องรู้ ซื้อคอร์สความงามแล้วเปลี่ยนใจ ขอเงินคืนได้หรือไม่?
สรุปสั้นๆ นะ เพื่อนๆ อาจมีสิทธิขอเงินคืนเต็มจำนวนได้เมื่อ เพื่อนๆ (1) ยังไม่เคยใช้บริการแม้แต่ครั้งเดียว และ (2) บอกเลิกสัญญาภายใน 7 วันนับจากวันที่ชำระเงิน ทั้งนี้ หากเพื่อนๆ ได้ใช้บริการไปแล้วหรือพ้นกำหนด 7 วัน เพื่อนๆ อาจยังมีสิทธิขอคืนเงินในส่วนที่ยังไม่ได้ใช้บริการ (เมื่อมีเหตุอื่นตามแบบสัญญา)
อันดับแรก อยากให้เพื่อน ๆ เข้าใจก่อนว่า “ธุรกิจการให้บริการเสริมความงาม” ตามที่กฎหมายกำหนดหมายถึงอะไร
สิทธิที่อธิบายในบทความนี้ไม่ได้ใช้กับบริการทุกอย่างที่เรียกว่า “ความงาม” เพราะกฎหมายกำหนดขอบเขตของธุรกิจไว้โดยเฉพาะ เพื่อให้ทราบก่อนว่าคอร์สที่ซื้ออยู่ในระบบสัญญาควบคุมหรือไม่
ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 กำหนดความหมายของคำนี้ไว้เป็นฉบับปัจจุบัน ดังข้อความต่อไปนี้
โดยทั่วไป จึงเป็นการตกลงซื้อบริการเป็นคอร์ส ให้เข้ารับบริการตามจำนวนครั้งหรือภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่น นวด สปา ดูดไขมัน ศัลยกรรม หัตถการ ฟื้นฟูสุขภาพ ดูแลผิวหน้า ผิวกาย หรือผิวพรรณ ควบคุมน้ำหนักและดูแลสัดส่วน รวมถึงบริการเสริมความงามผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
แต่ประกาศไม่รวมการบำบัดรักษาโรคตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม หรือการบำบัดรักษาโรคหรือความเจ็บป่วยตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ รวมทั้งบริการตัดแต่งทำผม แต่งหน้า แต่งเล็บ แต่งขนตา นวดไทย หรือสักผิวหนัง
ข้อ ๒ ให้ยกเลิกความในบทนิยามคำว่า “ธุรกิจการให้บริการเสริมความงาม” ในข้อ ๓ แห่งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๖๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ “ธุรกิจการให้บริการเสริมความงาม” หมายความว่า การประกอบธุรกิจการให้บริการเสริมความงาม โดยมีข้อตกลงให้ผู้บริโภคเข้ารับบริการตามจำนวนครั้งหรือภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งการให้บริการดังกล่าวกระทำด้วยวิธีการนวด การสปา การดูดไขมัน การศัลยกรรม การหัตถการ การฟื้นฟูสุขภาพ หรือการกระทำด้วยวิธีการอื่นใด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความสะอาด ความสวยงาม หรือการปกป้องดูแลผิวหน้า ผิวกาย และผิวพรรณ ตลอดจนการควบคุมการลดน้ำหนักและการดูแลสัดส่วนของร่างกาย รวมถึงการให้บริการเสริมความงามผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการบำบัดรักษาโรคตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม การบำบัดรักษาโรคหรือความเจ็บป่วยตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ และการให้บริการตัดแต่งทำผม แต่งหน้า แต่งเล็บ แต่งขนตา การนวดไทย การสักผิวหนัง หรือการให้บริการอื่นในลักษณะทำนองเดียวกัน”
พี่เอจ่ายค่าคอร์สดูแลผิวหน้าไป 25,000 บาท ตอนเย็นวันศุกร์ กลับถึงบ้านมาคิดอีกที รู้สึกว่ายังไม่พร้อม วันจันทร์เลยโทรไปขอยกเลิก พนักงานตอบว่า “ระบบตัดยอดไปแล้วค่ะ คืนไม่ได้”
ถ้าพี่เอยังไม่ได้ใช้บริการและยังอยู่ภายในเจ็ดวันนับจากวันที่ชำระเงิน คำตอบนั้นไม่ตรงกับแบบสัญญาที่กฎหมายกำหนดค่ะ แต่ถ้าขาดเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง จะขอคืนได้ก็ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงตรงกับเหตุอื่นในแบบสัญญา ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนใจค่ะ
ทำไมธุรกิจเสริมความงามจึงเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา
สถานการณ์ของพี่เอเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะการซื้อคอร์สมักเกิดหน้าเคาน์เตอร์ แต่การใช้บริการจริงจะทยอยเกิดขึ้นภายหลัง ผู้รับบริการจึงอาจมีเวลาทบทวนการตัดสินใจหลังชำระเงินแล้วไม่นาน
เมื่อเป็นการจ่ายเงินล่วงหน้าเพื่อรับบริการหลายครั้งหรือเป็นระยะเวลา ผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคจึงควรเห็นตรงกันตั้งแต่ต้นว่าซื้อบริการอะไร ใช้ได้กี่ครั้ง มีค่าใช้จ่ายอย่างไร และเมื่อเกิดปัญหาจะจัดการเงินส่วนที่ยังไม่ได้ใช้อย่างไร
กฎหมายจึงกำหนดให้ธุรกิจที่อยู่ในนิยามข้างต้นใช้สัญญาที่เป็นธรรม เพื่อให้สิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายเขียนไว้ชัดเจน ไม่ใช่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำหนดขึ้นเองค่ะ
“ธุรกิจควบคุมสัญญา” คืออะไร
คำว่า “ควบคุม” ไม่ได้แปลว่าห้ามขายคอร์สหรือบังคับราคา แต่หมายถึงการกำหนดว่า สัญญาต้องเขียนอะไร และห้ามเขียนอะไร เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเสียเปรียบเกินสมควรค่ะ
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเสริมความงาม
มาตรา ๓๕ ทวิ ในการประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการใด ถ้าสัญญาซื้อขายหรือสัญญาให้บริการนั้นมีกฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือ หรือที่ตามปกติประเพณีทำเป็นหนังสือ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญามีอำนาจกำหนดให้การประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการนั้นเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญาได้
ในการประกอบธุรกิจที่ควบคุมสัญญา สัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคจะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
(๑) ใช้ข้อสัญญาที่จำเป็นซึ่งหากมิได้ใช้ข้อสัญญาเช่นนั้น จะทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบผู้ประกอบธุรกิจเกินสมควร
(๒) ห้ามใช้ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และรายละเอียดที่คณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนด และเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นส่วนรวม คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาจะให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดทำสัญญาตามแบบที่คณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดก็ได้
การกำหนดตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
ข้อ ๑ ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา
ในเชิงปฏิบัติ การซื้อคอร์สมักเป็นการชำระเงินล่วงหน้า แต่บริการทยอยเกิดขึ้นภายหลัง แบบสัญญาและหลักฐานรายครั้งจึงช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าตกลงอะไร ใช้ไปแล้วเท่าไร และเหลือสิทธิอะไรอยู่ค่ะ
กฎหมายที่เราจะเล่าให้ฟังกันวันนี้
เอกสารที่เกี่ยวข้องมี 3 ฉบับ แต่ทำหน้าที่คนละอย่างค่ะ ฉบับที่เคยถูกยกเลิกไม่ใช่ฉบับควบคุมสัญญาที่บทความนี้ใช้อธิบาย ตารางนี้แยกให้ดูทีละฉบับ พร้อมลิงก์ราชกิจจานุเบกษาต้นฉบับค่ะ
กฎหมายที่บทความชุดนี้พาไปอ่าน และวันที่มีผลใช้บังคับ
| ฉบับ | ทำหน้าที่อะไร | วันที่มีผลใช้บังคับ |
|---|---|---|
| ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ พ.ศ. ๒๕๖๘ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนพิเศษ 315 ง หน้า 21–22 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 26 กันยายน 2568 |
ฉบับหลัก — กำหนดให้ธุรกิจเสริมความงามเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา วางข้อห้าม 9 ลำดับ และแนบ แบบสัญญามาตรฐาน ไว้ท้ายประกาศ | 25 มกราคม 2569 ข้อ 2 — เมื่อพ้น 120 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา |
| ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๖๙ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 128 ง หน้า 19–20 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 21 พฤษภาคม 2569 |
แก้ไขฉบับหลักในสองข้อ — ข้อแรก ปรับความหมายของ “ธุรกิจการให้บริการเสริมความงาม” ข้อที่สอง แก้ข้อความในรายการ 1.7 ของแบบสัญญา พร้อมกำหนดให้สัญญาที่ทำไว้ก่อนยังใช้ต่อไปจนสิ้นสุดสัญญา | 22 พฤษภาคม 2569 ข้อ 1 — ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา |
| ประกาศยกเลิกฉบับหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. ๒๕๖๓ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 47 ง หน้า 41 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 19 กุมภาพันธ์ 2569 |
ยกเลิกประกาศคนละฉบับ คือฉบับที่ควบคุม รายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. ๒๕๖๓ — ไม่ได้ยกเลิกการควบคุมสัญญา | 20 กุมภาพันธ์ 2569 ข้อ 2 — ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา |
ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
เราอธิบายแบบง่าย ๆ นะ: ประกาศฉบับหลักลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 26 กันยายน 2568 และกำหนดให้เริ่มใช้เมื่อพ้น 120 วันนับแต่วันประกาศ จึงมีผลใช้บังคับวันที่ 25 มกราคม 2569 ส่วนประกาศฉบับที่ 2 กำหนดให้เริ่มใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ จึงมีผลใช้บังคับวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ค่ะ
แล้วสัญญาที่ว่านี้ หน้าตาเป็นอย่างไร
กฎหมายแนบแบบสัญญามาให้ดูและใช้ได้เลยค่ะ ภาพด้านล่างเป็นหน้าจริงจากราชกิจจานุเบกษา ทั้งคลินิกและผู้บริโภคจึงตรวจแบบเดียวกันได้ก่อนเซ็น
แบบสัญญาฉบับเต็ม: ใช้แบบ พ.ศ. 2568 ร่วมกับข้อความแก้ไข พ.ศ. 2569
เอกสารที่ซ่อนไว้ใต้ปุ่มด้านล่างคือแบบสัญญามาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคครบ 6 หน้า ตั้งแต่ข้อมูลคู่สัญญา รายละเอียดคอร์ส เหตุบอกเลิก การคืนเงิน ไปจนถึงหลักฐานการใช้บริการแต่ละครั้งค่ะ ดูแบบสัญญาฉบับจริง หน้า 1
ข้อ ๔ สัญญาให้บริการเสริมความงามที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภค ต้องมีข้อความ เป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร โดยมีจำนวนตัวอักษรไม่เกินสิบเอ็ดตัวอักษรในหนึ่งนิ้ว และต้องใช้ข้อสัญญาที่มีสาระสำคัญและเงื่อนไข ตามแบบสัญญาท้ายประกาศนี้
กดเพื่อเปิด/ปิดแบบสัญญามาตรฐานของ สคบ. ฉบับเต็ม 6 หน้า
อ่านเอกสารชุดนี้อย่างไรไม่ให้สับสน
- อ่านแบบ พ.ศ. 2568 ให้ครบทั้ง 6 หน้า เพราะเป็นโครงสัญญาหลักที่กำหนดข้อมูลคู่สัญญา รายละเอียดบริการ สิทธิบอกเลิก และวิธีคืนเงิน
- เมื่อถึงรายการ 1.7 ให้หยุดดูข้อความในภาพก่อน แล้วใช้ข้อความใหม่จากประกาศฉบับที่ 2 พ.ศ. 2569 ซึ่งระบุชื่อแพทย์พร้อมเลขที่ใบอนุญาต หรือชื่อพนักงานผู้ให้บริการ แทนข้อความเดิม
- อ่านกล่อง “รายการ 1.7 อยู่ที่ไหน” ต่อจากหน้า 2 กล่องนั้นอธิบายตำแหน่งของรายการและยกข้อความทางการที่ต้องนำมาแทนไว้ครบถ้วน พร้อมลิงก์ไปยังประกาศทั้ง 2 ฉบับ
สำหรับสัญญาเดิม: หากทำสัญญาก่อนวันที่ประกาศฉบับที่ 2 พ.ศ. 2569 ใช้บังคับ สัญญานั้นยังคงใช้ต่อไปจนสิ้นสุด ไม่ต้องย้อนกลับไปทำสัญญาใหม่เพียงเพราะมีการแก้ไขรายการ 1.7 ค่ะ


รายการ 1.7 อยู่ที่ไหน และเหตุใดต้องใช้ข้อความใหม่
รายการ 1.7 เป็นช่องข้อมูลย่อยภายใต้ข้อ 1 ของแบบสัญญามาตรฐาน อยู่ในหน้า 2 ด้านบนนี้ ใช้ระบุชื่อแพทย์พร้อมเลขที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หรือชื่อพนักงานผู้ให้บริการเสริมความงาม สำหรับรายการ 1.7 สิ่งที่แก้จริงคือ แบบเดิมมีช่องชื่อแพทย์ เลขที่ใบอนุญาต และชื่อพนักงานอยู่แล้ว ส่วนประกาศฉบับที่ 2 พ.ศ. 2569 ตัดช่องคำว่า “ผู้เชี่ยวชาญในด้าน” ออก จึงต้องอ่านข้อความทางการด้านล่างแทนข้อความเดิมที่เห็นในภาพค่ะ
ข้อ ๓ ให้ยกเลิกความใน ๑.๗ ของข้อ ๑ ของแบบสัญญามาตรฐานสัญญาให้บริการเสริม ความงามท้ายประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจ ที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๖๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “๑.๗ แพทย์ผู้ให้บริการเสริมความงาม (ชื่อ - สกุล)......................................................... เลขที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ .................................................................................. หรือพนักงานผู้ให้บริการเสริมความงาม (ชื่อ - สกุล)................................................................................”




สัญญาที่ทำไว้ก่อนฉบับแก้ไขมีผลอย่างไร
ข้อ ๔ บรรดาสัญญาให้บริการเสริมความงามที่ผู้ประกอบธุรกิจได้ทำกับผู้บริโภค ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจ ที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๖๘ ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับให้คงใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดสัญญา และให้ถือว่าเป็นสัญญาให้บริการเสริมความงามตามประกาศนี้
เราขอแยกอธิบายให้เพื่อน ๆ อ่านง่าย ๆ เป็นเจ็ดข้อนะ
อ่านภาพรวมสั้น ๆ ก่อน แล้วกดดูหน้าจริงของแบบสัญญาได้จากลิงก์ในแต่ละบัตรค่ะ
ระบุให้ชัดว่าจะรับบริการอะไร กับใคร กี่ครั้ง ราคาเท่าไร และชำระอย่างไร ดูแบบสัญญาฉบับจริง หน้า 1
ผู้บริโภคขอให้เปลี่ยนแพทย์หรือพนักงานผู้ให้บริการได้ เมื่อบุคคลนั้นไม่เอาใจใส่ ไม่ซื่อสัตย์ ไม่ระมัดระวัง หรือมีสภาพไม่เหมาะสม ดูแบบสัญญาฉบับจริง หน้า 4 อ่านสิทธิฉบับเต็ม
ผู้บริโภคขอประวัติการใช้บริการทั้งหมด และขอให้ลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลภายในเวลาที่สัญญากำหนดได้ ดูแบบสัญญาฉบับจริง หน้า 4
คลินิกต้องออกหลักฐานทุกครั้ง โดยระบุชื่อผู้ให้บริการและรายละเอียดของบริการครั้งนั้น ดูแบบสัญญาฉบับจริง หน้า 4
ผู้บริโภคบอกเลิกสัญญาได้เมื่อมีเหตุที่แบบสัญญากำหนด รวมถึงกรณียังไม่ใช้บริการและบอกเลิกภายใน 7 วัน ดูแบบสัญญาฉบับจริง หน้า 4
ผู้ประกอบธุรกิจบอกเลิกสัญญาได้ตามเงื่อนไข แต่ต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือและให้เวลาแก้ไขก่อน ดูแบบสัญญาฉบับจริง หน้า 5
เมื่อบอกเลิกโดยมีเหตุ ผู้ประกอบธุรกิจต้องคืนเงินเต็มจำนวนหรือคืนตามส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ภายในเวลาที่กำหนด ดูแบบสัญญาฉบับจริง หน้า 5
ข้อ ๒ ผู้บริโภคมีสิทธิให้ผู้ประกอบธุรกิจเปลี่ยนแปลงแพทย์หรือพนักงานผู้ทำการให้บริการ กรณีที่แพทย์ หรือพนักงานนั้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเอาใจใส่ ซื่อสัตย์สุจริต และระมัดระวังตามที่พึงคาดหมายได้จากการให้บริการ ตามสัญญา หรือมีสภาพร่างกาย จิตใจ หรือความประพฤติไม่เหมาะสม
เรื่องนี้ เราเขียนให้ทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการได้อ่านและทำตามกฎหมายกันนะ
บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อจับผิดคลินิกค่ะ แต่ต้องการให้ทั้งสองฝ่ายรู้กติกาเดียวกัน เพราะข้อพิพาทมักเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว เช่น ไม่รู้ว่าสัญญาต้องทำสองฉบับ ไม่ได้รับหลักฐานหลังใช้บริการ หรือพบข้อความว่า “ชำระแล้วไม่คืนทุกกรณี” ในสัญญา
เมื่อผู้ให้บริการอธิบายเงื่อนไขให้ชัด และผู้รับบริการเก็บสัญญากับหลักฐานไว้ครบ ทั้งสองฝ่ายจะตรวจสิทธิ หน้าที่ และยอดเงินที่ต้องคืนได้ง่ายขึ้นค่ะ
☕ ถ้าหากจำเป็นต้องใช้สิทธิของผู้รับบริการ ผู้รับบริการต้องตรวจสอบในสามประเด็นหลักดังนี้
ไม่ต้องเริ่มจากการจำเลขข้อกฎหมายค่ะ ให้เปิดสัญญาและใบเสร็จ แล้วตอบคำถามตามลำดับต่อไปนี้
- เคยใช้บริการแล้วหรือยัง — หากยังไม่เคยใช้เลย ให้ตรวจต่อว่าบอกเลิกภายใน 7 วันนับจากวันที่ชำระเงินหรือไม่ ถ้าครบทั้ง 2 เงื่อนไขจึงขอคืนเต็มจำนวนได้
- ถ้าเคยใช้แล้วหรือพ้น 7 วัน มีเหตุบอกเลิกอื่นหรือไม่ — การเปลี่ยนใจอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเหตุอื่นตามแบบสัญญา เช่น คลินิกปิดหรือย้ายจนไม่อาจใช้บริการที่อื่นหรือสาขาอื่นได้โดยสะดวก หรือคลินิกโอนสิทธิให้บุคคลอื่นโดยเราไม่ยินยอม จึงจะขอคืนเงินส่วนของบริการที่ยังไม่ได้ใช้ได้
- บอกเลิกวันไหน และรับเงินคืนทางใด — 2 ข้อนี้ใช้คำนวณวันครบกำหนดคืนเงิน โดยเงินสด เงินโอน หรือเช็คกำหนด 15 วัน ส่วนการคืนผ่านบัตรเครดิตกำหนด 45 วัน นับจากวันที่บอกเลิกสัญญา
การขอคืนเงินเต็มจำนวนต้องมีเงื่อนไข 2 ข้อนี้ พร้อมกัน
ลองแตะดาวแต่ละดวง หากข้อเท็จจริงของคุณตรงกับเงื่อนไขข้อนั้น
ยังไม่ได้เช็กเงื่อนไข — ต้องตรงทั้ง 2 ข้อพร้อมกันนะ
ถ้าขาดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง จะไม่ใช่กรณีเปลี่ยนใจภายใน 7 วัน แต่ยังควรตรวจต่อว่ามีเหตุอื่นตามแบบสัญญาหรือไม่ เช่น คลินิกโอนสิทธิให้บุคคลอื่นโดยเราไม่ยินยอม หรือใช้แพทย์ พนักงาน หรือเครื่องมือไม่ตรงกับที่ระบุในสัญญา หากข้อเท็จจริงตรงกับเหตุใดเหตุหนึ่ง อาจขอคืนเงินส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ได้ค่ะ อ่านเหตุอื่นที่อาจใช้บอกเลิกสัญญา
ไม่ใช่ว่าซื้อคอร์สแล้วเปลี่ยนใจได้เสมอภายในเจ็ดวันนะคะ หลายคนจำไปแค่ตัวเลข 7 แล้วคิดว่าเป็นสิทธิคืนสินค้าแบบทั่วไป ซึ่งไม่ตรงกับที่ตัวบทเขียนไว้ค่ะ
ถ้าเข้าไปใช้บริการแล้ว แม้เพียงครั้งเดียว ต่อให้ยังอยู่ภายใน 7 วัน ก็จะไม่ใช่กรณีเปลี่ยนใจที่ขอคืนเต็มจำนวนได้แล้ว แต่ยังควรตรวจว่ามีเหตุอื่นตามแบบสัญญาหรือไม่ เช่น คลินิกโอนสิทธิให้บุคคลอื่นโดยเราไม่ยินยอม หรือใช้แพทย์ พนักงาน หรือเครื่องมือไม่ตรงกับที่ระบุในสัญญา หากไม่มีเหตุอื่น การเปลี่ยนใจอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดสิทธิขอคืนเงินค่ะ ดูแบบสัญญาฉบับจริง หน้า 4
และเจ็ดวันนี้เริ่มนับจาก วันที่ชำระเงิน ค่ะ ไม่ใช่วันทำสัญญา ไม่ใช่วันที่นัดเริ่มคอร์สครั้งแรก และไม่ใช่วันที่ได้รับเอกสารสัญญา
เปิดต้นฉบับทางการที่ ราชกิจจานุเบกษา ↗
ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๖๘
ตอนที่ 1 · เข้าข้อไหน ได้คืนแค่ไหน
ต้องมีเงื่อนไขครบทั้งสองอย่างนะ
เงื่อนไขคืนเงินเต็มจำนวนในแบบสัญญามาตรฐานเขียนไว้สั้นมาก แต่มีเงื่อนไขอยู่สองชั้น หลายคนจำได้เพียงคำว่า “7 วัน” จึงเข้าใจว่าเหมือนสิทธิคืนสินค้าที่ซื้อทางออนไลน์ ซึ่งไม่ใช่ค่ะ
พี่เอจ่ายเงินวันศุกร์ ยังไม่ได้ใช้บริการ และแจ้งบอกเลิกวันจันทร์ จึงครบทั้งสองเงื่อนไขและขอคืนเงินเต็มจำนวนได้ค่ะ แต่ถ้าพี่เอเข้าไปทำทรีตเมนต์ครั้งแรกในวันเสาร์ แม้ยังไม่พ้น 7 วัน ก็ไม่ครบเงื่อนไขนี้แล้ว
เข้าไปใช้แม้ครั้งเดียวก็หลุดจากข้อนี้
นับจาก วันที่ชำระเงิน ไม่ใช่วันที่เซ็นสัญญาหรือวันนัดครั้งแรก
ข้อ ๕ ผู้บริโภคมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหากมีเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังต่อไปนี้
๕.๑ ผู้บริโภคยังไม่ได้ใช้บริการภายในระยะเวลาเจ็ดวันนับจากวันที่ชำระเงิน
๕.๒ ผู้ประกอบธุรกิจปิดกิจการ ปิดปรับปรุง หรือย้ายสถานที่ให้บริการ โดยผู้บริโภคไม่อาจใช้บริการที่อื่น
หรือสาขาอื่นได้โดยสะดวก
๕.๓ ผู้ประกอบธุรกิจทำการโอนสิทธิในการให้บริการไปยังบุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับความยินยอม
จากผู้บริโภค
๕.๔ ผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถให้บริการเสริมความงามได้ตามสัญญา หรือให้บริการล่าช้าเกินสมควร
หรือให้บริการที่ไม่เหมาะสมอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถแก้ไขการให้บริการนั้นได้
ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
๕.๕ ผู้ประกอบธุรกิจไม่เปลี่ยนแปลงแพทย์หรือพนักงานผู้ทำการให้บริการ กรณีที่แพทย์
หรือพนักงานนั้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเอาใจใส่ ซื่อสัตย์สุจริต และระมัดระวังตามที่พึงคาดหมายได้ จากการให้บริการ
ตามสัญญา หรือมีสภาพร่างกาย จิตใจ หรือความประพฤติไม่เหมาะสม หรือพนักงานไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การปฏิบัติ
ในการให้บริการตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๒
๕.๖ ผู้บริโภคมีหลักฐานรับรองการเจ็บป่วยหรือปัญหาสุขภาพจากแพทย์ ซึ่งหากใช้บริการเสริมความงาม
ต่อไปอาจเป็นเหตุให้ผู้บริโภคได้รับอันตรายต่อสุขภาพหรือร่างกายไม่สามารถใช้บริการเสริมความงามต่อไปได้
๕.๗ ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการที่ไม่เหมาะสม เป็นเหตุให้ผู้บริโภคได้รับบาดเจ็บเนื่องจากแพทย์
หรือพนักงานที่ให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ
๕.๘ ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการโดยใช้แพทย์หรือพนักงานผู้ทำการให้บริการ หรือใช้เครื่องมือไม่ตรง
กับที่ระบุไว้ในสัญญา
๕.๙ ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการโดยใช้เครื่องมือที่เข้าลักษณะเป็นเครื่องมือแพทย์โดยไม่เป็นไปตาม
มาตรฐานที่กฎหมายว่าด้วยเครื่องมือแพทย์กำหนด

คุณขอคืนเต็มจำนวนได้เมื่อมี 2 เงื่อนไขพร้อมกัน: ยังไม่เคยใช้บริการแม้แต่ครั้งเดียว และบอกเลิกภายใน 7 วันนับจากวันที่ชำระเงิน หากขาดข้อใดข้อหนึ่ง จะใช้สิทธิข้อนี้ไม่ได้ค่ะ
สิ่งที่ควรทำ: แจ้งบอกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษรภายในกำหนด และเก็บหลักฐานวันที่ส่งไว้พร้อมสัญญาและใบเสร็จ
ถ้าไม่เข้าเกณฑ์ตามเงื่อนไขหลัก จะทำอย่างไรได้บ้าง?
ถ้าเลย 7 วันหรือใช้บริการไปแล้ว การเปลี่ยนใจอย่างเดียวไม่ทำให้ขอเงินคืนได้ค่ะ แต่ยังมีเหตุอื่นที่อาจใช้บอกเลิกสัญญาได้ เช่น คลินิกปิดหรือย้ายจนเราไม่อาจใช้บริการที่อื่นหรือสาขาอื่นได้โดยสะดวก คลินิกโอนสิทธิให้บุคคลอื่นโดยเราไม่ยินยอม หรือคลินิกให้บริการไม่ได้ตามสัญญาแล้วไม่แก้ไขภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง อีกกรณีหนึ่งคือมีหลักฐานแพทย์รับรองว่าหากใช้บริการต่อไปอาจเป็นอันตรายจนไม่สามารถใช้บริการเสริมความงามต่อไปได้ หากข้อเท็จจริงตรงกับเหตุใดเหตุหนึ่ง ผู้บริโภคจึงขอคืนเงินส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ได้ค่ะ
พี่บีซื้อคอร์ส 10 ครั้ง ใช้ไป 3 ครั้ง แล้วคลินิกย้ายไปอีกอำเภอจนพี่บีไม่อาจใช้บริการที่อื่นหรือสาขาอื่นได้โดยสะดวก พี่บีจึงอาจบอกเลิกสัญญาและขอคืนเงินตามส่วนของอีก 7 ครั้งที่ยังไม่ได้ใช้ได้ค่ะ
เกิดเหตุใด ได้คืนเท่าไร
| กลุ่มเหตุ | ตัวอย่างสถานการณ์ | ได้คืนเท่าไร |
|---|---|---|
| ข้อ 5.1 | ยังไม่ได้ใช้บริการ และยังไม่เกิน 7 วันนับจากวันชำระเงิน | เต็มจำนวน |
| ข้อ 5.2–5.3 | คลินิกปิดกิจการ ปิดปรับปรุง หรือย้ายจนไม่อาจใช้บริการที่อื่นหรือสาขาอื่นได้โดยสะดวก หรือโอนสิทธิให้บุคคลอื่นโดยเราไม่ยินยอม | ตามสัดส่วนที่ยังไม่ได้เข้าไปใช้บริการ |
| ข้อ 5.4–5.5 | ให้บริการไม่ได้ตามสัญญา ล่าช้าเกินสมควร หรือไม่เหมาะสมจนอาจเกิดอันตราย และคลินิกไม่แก้ไขภายใน 7 วันนับแต่ได้รับแจ้ง หรือไม่เปลี่ยนแพทย์หรือพนักงานในกรณีที่แบบสัญญากำหนด | ตามสัดส่วนที่ยังไม่ได้เข้าไปใช้บริการ |
| ข้อ 5.6–5.7 | มีหลักฐานแพทย์รับรองว่าหากใช้บริการต่อไปอาจเป็นอันตรายจนไม่สามารถใช้บริการเสริมความงามต่อไปได้ หรือบาดเจ็บเพราะผู้ให้บริการไม่เชี่ยวชาญ | ตามสัดส่วนที่ยังไม่ได้เข้าไปใช้บริการ |
| ข้อ 5.8–5.9 | ใช้คนหรือเครื่องมือไม่ตรงกับที่ระบุในสัญญา หรือใช้เครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐาน | ตามสัดส่วนที่ยังไม่ได้เข้าไปใช้บริการ |
ข้อ ๗ ผู้ประกอบธุรกิจคืนเงิน
เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาตามข้อ ๕ ผู้ประกอบธุรกิจต้องคืนเงินให้แก่ผู้บริโภค กรณีตามข้อ ๕.๑
ให้ผู้ประกอบธุรกิจคืนเงินเต็มจำนวน กรณีตามข้อ ๕.๒ ถึงข้อ ๕.๙ ให้ผู้ประกอบธุรกิจคืนเงินตามสัดส่วนที่ผู้บริโภค
ยังไม่ได้เข้าไปใช้บริการให้แก่ผู้บริโภค
เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาตามข้อ ๖ ผู้ประกอบธุรกิจต้องคืนเงินตามสัดส่วนที่ผู้บริโภคยังไม่ได้
เข้าไปใช้บริการให้แก่ผู้บริโภค และไม่ตัดสิทธิผู้ประกอบธุรกิจที่จะเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาของผู้บริโภค
๗.๑ กรณีชำระคืนเป็นเงินสดหรือเงินโอน หรือเช็คให้แก่ผู้บริโภคภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการ
บอกเลิกสัญญา
๗.๒ กรณีชำระคืนผ่านบัตรเครดิตให้แก่ผู้บริโภคภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่มีการบอกเลิกสัญญา
และให้ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิหักค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิต (ถ้ามี) ได้
ข้อ ๔ ผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่ออกเอกสารให้แก่ผู้บริโภคทุกครั้งที่ผู้บริโภคเข้าไปใช้บริการ โดยให้ระบุชื่อแพทย์ หรือพนักงานผู้ทำการให้บริการ และรายละเอียดการให้บริการเสริมความงามในแต่ละครั้งทันทีที่รับบริการเสร็จ ตามหลักฐาน การเข้ารับบริการเสริมความงามแนบท้ายแบบสัญญามาตรฐานนี้

ถ้าเคยใช้บริการแล้ว หรือพ้น 7 วัน: การเปลี่ยนใจเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้มีสิทธิได้เงินคืน แต่ยังต้องตรวจเหตุอื่นที่แบบสัญญากำหนดไว้ เช่น คลินิกโอนสิทธิให้บุคคลอื่นโดยเราไม่ยินยอม หรือใช้แพทย์ พนักงาน หรือเครื่องมือไม่ตรงกับที่ระบุในสัญญา
ถ้ามีเหตุใดเหตุหนึ่งจริง: ผู้บริโภคบอกเลิกได้ และขอคืนเฉพาะเงินส่วนของบริการที่ยังไม่ได้ใช้ ไม่ใช่คืนเต็มจำนวนโดยอัตโนมัติค่ะ
ตอนที่ 2 · เงินคืนเมื่อไร และสัญญาห้ามตัดสิทธิ
คืนภายในกี่วัน และหักอะไรได้บ้าง
เวลาที่คลินิกต้องคืนเงินไม่ได้ขึ้นกับว่าเราขอด้วยเหตุอะไร แต่ขึ้นกับว่า เงินคืนกลับมาทางไหน และมีเพียงทางเดียวที่กฎหมายยอมให้หักค่าธรรมเนียมได้
พี่ซีจ่ายด้วยบัตรเครดิต พอครบ 20 วันยังไม่เห็นเงินเข้า เลยคิดว่าคลินิกเบี้ยว — ที่จริงกรณีบัตรเครดิต ตัวบทให้เวลาถึง 45 วันค่ะ และให้หักค่าธรรมเนียมบัตรได้ถ้ามี ส่วนเงินโอนต้องคืนภายใน 15 วัน อีกทางหนึ่งที่ทำให้ต้องคืนเงินคือ คลินิกเป็นฝ่ายบอกเลิกเอง ตามข้อ 6 เมื่อเราไม่เข้าไปใช้บริการตามกำหนดและไม่แจ้งเหตุขัดข้องเป็นหนังสือ กรณีนี้ตัวบทยังให้คืนตามสัดส่วนที่เรายังไม่ได้ใช้ และก่อนบอกเลิกเขาต้องมีหนังสือบอกกล่าวให้เวลาเราไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนค่ะ
กำหนดเวลาคืนเงิน นับแต่วันที่มีการบอกเลิกสัญญา
| คืนเงินกลับมาทางไหน | คืนภายใน | ค่าใช้จ่ายที่อาจต้องถูกหัก |
|---|---|---|
| เงินสด · เงินโอน · เช็ค | 15 วัน | ข้อ 7.1 ไม่ได้ระบุสิทธิหักค่าธรรมเนียมสำหรับช่องทางนี้ |
| บัตรเครดิต | 45 วัน | หักค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิตได้ ถ้ามี |
ข้อ ๖ ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิบอกเลิกสัญญา
เมื่อผู้บริโภคไม่เข้าไปใช้บริการภายในกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง
เป็นหนังสือให้ผู้ประกอบธุรกิจทราบ ให้ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้
การบอกเลิกสัญญาตามวรรคหนึ่ง ให้ทำเป็นหนังสือบอกกล่าวให้ผู้บริโภคปฏิบัติตามสัญญาภายใน
ระยะเวลาไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันที่ผู้บริโภคได้รับหนังสือ และผู้บริโภคละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวนั้น
ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิบอกเลิกสัญญา

ตัวเลข 15 วันและ 45 วันมาจากวิธีคืนเงิน: เมื่อคุณมีเหตุบอกเลิกตามแบบสัญญามาตรฐาน ข้อ 5 และแจ้งบอกเลิกแล้ว คลินิกต้องคืนเป็นเงินสด เงินโอน หรือเช็คภายใน 15 วัน ส่วนการคืนผ่านบัตรเครดิตต้องดำเนินการภายใน 45 วัน
เริ่มนับเมื่อไร: ทั้ง 2 กำหนดเริ่มนับจากวันที่บอกเลิกสัญญา จึงควรแจ้งเป็นข้อความ อีเมล หรือหนังสือที่ตรวจสอบวันที่ได้ เพื่อให้รู้แน่นอนว่าวันครบกำหนดคือวันใดค่ะ
ข้อความในสัญญาที่ตัดสิทธินี้ไม่ได้
คำถามที่ตามมาเสมอคือ “แล้วถ้าในสัญญาเขียนไว้ว่าไม่คืนล่ะ” — ประกาศได้ห้ามข้อความกลุ่มนี้ไว้แล้ว และห้ามรวมถึงข้อความที่ มีความหมายทำนองเดียวกัน ด้วย การเปลี่ยนถ้อยคำจึงไม่ช่วย
พี่ดีถ่ายรูปสัญญามาให้ดู มีบรรทัดหนึ่งเขียนว่า “ชำระแล้วไม่คืนเงินทุกกรณี” — ข้อนี้ตรงกับข้อห้ามโดยตรงค่ะ ส่วนข้อความ “ไม่มาตามนัดถือว่าสละสิทธิ์” ต้องอ่านเงื่อนไขเต็ม หากให้อำนาจยกเลิกโดยไม่แจ้งล่วงหน้าและริบเงินที่จ่ายแล้ว จึงเข้าข้อห้ามตามประกาศ
ข้อ ๕ ข้อสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคตามแบบสัญญาท้ายประกาศนี้ ผู้ประกอบธุรกิจ
ต้องไม่ใช้ข้อสัญญาที่มีลักษณะหรือความหมายในลักษณะทำนองเดียวกัน ดังต่อไปนี้
(๑) ข้อสัญญาที่เป็นการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดอันเกิดจากการกระทำละเมิดหรือผิดสัญญา
ในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย จิตใจ หรือความเสียหายอื่นใดอันเกิดจากการให้บริการเสริมความงาม
ของผู้ประกอบธุรกิจ รวมทั้งความเสียหายหรือสูญหายต่อทรัพย์สินภายในสถานที่ประกอบธุรกิจ
(๒) ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้บริโภคต้องผูกพันตามประกาศหรือหลักเกณฑ์ของผู้ประกอบธุรกิจ
โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้บริโภค
(๓) ข้อสัญญาที่กำหนดให้สิทธิผู้ประกอบธุรกิจแก้ไข เปลี่ยนแปลงการให้บริการเสริมความงาม
หรือเปลี่ยนแปลงค่าใช้บริการ อัตราค่าสมาชิก ค่าผลิตภัณฑ์ และค่าใช้จ่ายอื่นใดที่เรียกเก็บจาก
ผู้บริโภค ตามเงื่อนไขและวิธีการชำระเงินตามสัญญาได้เพียงฝ่ายเดียว อันมีผลทำให้ผู้บริโภค
ต้องรับภาระเพิ่มมากขึ้นกว่าขณะที่ได้ทำสัญญา
(๔) ข้อสัญญาที่กำหนดให้สิทธิผู้ประกอบธุรกิจเลิกสัญญากับผู้บริโภค โดยไม่ต้องบอกกล่าว
เป็นลายลักษณ์อักษร หรือโดยผู้บริโภคมิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ และผู้ประกอบธุรกิจ
มีสิทธิริบเงินมัดจำทั้งหมด
(๕) ข้อสัญญาที่กำหนดว่าหากผู้บริโภคไม่ใช้บริการตามกำหนดระยะเวลา ผู้ประกอบธุรกิจ
มีสิทธิยกเลิกสัญญาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าและมีสิทธิริบเงินที่ผู้บริโภคชำระไว้แล้ว
(๖) ข้อสัญญาที่กำหนดห้ามผู้บริโภคยกเลิกสัญญาหรือขอคืนเงินที่ชำระไว้แล้ว
(๗) ข้อสัญญาที่กำหนดว่าจะไม่คืนเงินที่ผู้บริโภคได้ชำระมาแล้วไม่ว่ากรณีใด ๆ
(๘) ข้อสัญญาที่กำหนดให้การต่อระยะเวลาการให้บริการเสริมความงามมีผลบังคับทันที
เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญา
(๙) ข้อสัญญาที่ให้สิทธิผู้ประกอบธุรกิจจัดเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
ของผู้บริโภคโดยไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
มาตรา ๓๕ ตรี เมื่อคณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดให้สัญญาของการประกอบธุรกิจที่ควบคุมสัญญาต้องใช้ข้อสัญญาใด หรือต้องใช้ข้อสัญญาใดโดยมีเงื่อนไขในการใช้ข้อสัญญานั้นด้วยตามมาตรา ๓๕ ทวิ แล้ว ถ้าสัญญานั้นไม่ใช้ข้อสัญญาดังกล่าวหรือใช้ข้อสัญญาดังกล่าวแต่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ให้ถือว่าสัญญานั้นใช้ข้อสัญญาดังกล่าวหรือใช้ข้อสัญญาดังกล่าวตามเงื่อนไขนั้น แล้วแต่กรณี
มาตรา ๓๕ จัตวา เมื่อคณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดให้สัญญาของการประกอบธุรกิจที่ควบคุมสัญญาต้องไม่ใช้ข้อสัญญาใดตามมาตรา ๓๕ ทวิ แล้ว ถ้าสัญญานั้นใช้ข้อสัญญาดังกล่าว ให้ถือว่าสัญญานั้นไม่มีข้อสัญญาเช่นว่านั้น

ข้อความว่า “ชำระแล้วไม่คืนเงินทุกกรณี” ไม่สามารถตัดสิทธิตามกฎหมายได้: ประกาศห้ามใช้ข้อความลักษณะนี้ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคให้ถือเสมือนว่าสัญญาไม่มีข้อความต้องห้ามนั้น
แต่ยังต้องตรวจเหตุบอกเลิกของคุณ: การไม่มีผลของข้อความต้องห้ามไม่ได้แปลว่าทุกคนได้เงินคืนทันที ผู้บริโภคยังต้องแสดงว่าตนมีเหตุบอกเลิกตามแบบสัญญามาตรฐาน และควรได้เงินคืนเท่าใดค่ะ
ตอนที่ 3 · ลงมือใช้สิทธิ
บอกเลิกอย่างไรให้เป็นหลักฐาน
แบบสัญญามาตรฐานไม่ได้ระบุว่าผู้บริโภคต้องบอกเลิกผ่านช่องทางใด แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ช่วยให้ตรวจวันครบกำหนดคืนเงินได้ชัดคือ หลักฐานว่าบอกเลิกวันไหน เพราะทั้ง 15 วันและ 45 วันเริ่มนับจากวันนั้น
พี่อีโทรไปบอกยกเลิกทางโทรศัพท์อย่างเดียว พอเรื่องยืดเยื้อก็เถียงกันว่าตกลงบอกวันไหน — ถ้าส่งข้อความหรืออีเมลไว้ด้วย จะมีวันที่ติดอยู่กับข้อความนั้นเองค่ะ
ชื่อ เบอร์โทร เลขที่สัญญา วันที่ชำระเงิน และยอดที่จ่าย
เช่น ยังไม่ได้ใช้บริการ และอยู่ภายในเจ็ดวันนับจากวันชำระเงิน
ตรงกับวิธีที่จ่ายมา เพื่อไม่ให้เถียงกันเรื่องกำหนดเวลา
ภาพหน้าจอข้อความ อีเมล หรือใบตอบรับไปรษณีย์
ข้อ ๖ สัญญาให้บริการเสริมความงาม ต้องจัดทำขึ้นสองฉบับซึ่งมีข้อความถูกต้องตรงกัน โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องส่งมอบสัญญาให้บริการเสริมความงามหนึ่งฉบับตามแบบสัญญาท้ายประกาศนี้ ให้แก่ผู้บริโภคทันทีที่คู่สัญญาได้ลงนามในสัญญา กรณีทำสัญญาให้บริการเสริมความงามผ่านช่องทาง อิเล็กทรอนิกส์ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์กำหนด

คลินิกต้องทำสัญญา 2 ฉบับที่มีข้อความตรงกัน และส่งมอบให้ผู้บริโภค 1 ฉบับทันทีเมื่อทำสัญญา ผู้บริโภคจึงควรได้รับเอกสารกลับบ้าน ไม่ใช่เพียงภาพถ่ายหรือคำอธิบายด้วยวาจา
เก็บสัญญาไว้ใช้ทำอะไร: สัญญา ใบเสร็จ และหลักฐานการเข้ารับบริการช่วยยืนยันวันที่จ่ายเงิน รายการคอร์ส จำนวนครั้งที่ใช้ และยอดบริการที่ยังเหลือ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการคำนวณเงินคืนค่ะ
ถ้าคลินิกไม่คืนตามกำหนด
เมื่อพ้นกำหนด 15 วันหรือ 45 วันแล้วยังไม่ได้เงิน ควรรวมแฟ้มเอกสารเรียงตามวันที่ไว้ให้ครบ เพราะช่วยตรวจสอบได้ว่าเกิดเหตุบอกเลิกเมื่อไร ใช้บริการไปเท่าไร และยอดที่ขอคืนคำนวณจากอะไรค่ะ
พี่เอฟรวมเอกสารได้ 5 อย่าง — สัญญา ใบเสร็จ ใบบันทึกรายครั้ง ข้อความบอกเลิกพร้อมวันที่ และภาพหน้าจอที่คลินิกตอบกลับ — แล้วยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมระบุว่าครบกำหนดวันไหน
มาตรา ๕๗ ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดไม่ส่งมอบสัญญาที่มีข้อสัญญาหรือมีข้อสัญญาและแบบถูกต้องตามมาตรา ๓๕ ทวิ หรือไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินที่มีรายการและข้อความถูกต้องตามมาตรา ๓๕ เบญจ ให้แก่ผู้บริโภคภายในระยะเวลาตามมาตรา ๓๕ อัฏฐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดส่งมอบหลักฐานการรับเงิน โดยลงจำนวนเงินมากกว่าที่ผู้บริโภคจะต้องชำระและได้รับเงินจำนวนนั้นไปจากผู้บริโภคแล้ว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการประกอบธุรกิจเช่นนั้นแล้ว

ถ้าพ้นกำหนดคืนเงินแล้วยังไม่ได้รับเงิน: ส่งข้อความทวงเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุวันที่บอกเลิก ช่องทางคืนเงิน วันครบกำหนด และยอดที่ขอคืนให้ชัดเจน
หากยังแก้ไขไม่ได้: เตรียมสัญญา ใบเสร็จ หลักฐานการใช้บริการ ข้อความบอกเลิก และคำตอบของคลินิก แล้วยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคผ่านระบบร้องทุกข์ออนไลน์หรือสายด่วน 1166 ค่ะ
อ่านคำอธิบายจาก สคบ. ↗
คอร์สเสริมความงาม: กับดักที่มัดมือชกผู้บริโภค
เปิดต้นฉบับทางการที่ ราชกิจจานุเบกษา ↗
ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๙
ตรวจตัวบทที่ต้นทางราชการ
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒
คำถามที่คนซื้อคอร์สความงามถามบ่อย
ซื้อคอร์สความงามแล้วเปลี่ยนใจ ขอเงินคืนเต็มจำนวนได้ไหม?
หากคอร์สอยู่ในนิยามธุรกิจการให้บริการเสริมความงามตามประกาศฉบับปัจจุบัน และเหตุมีเพียงการเปลี่ยนใจ แบบสัญญามาตรฐานท้ายประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2568 ให้ขอคืนเต็มจำนวนได้เมื่อยังไม่ได้ใช้บริการและบอกเลิกภายใน 7 วันนับจากวันที่ชำระเงิน แต่หากมีเหตุอื่นที่แบบสัญญากำหนด เงินคืนจะคำนวณตามส่วนของบริการที่ยังไม่ได้รับ ซึ่งอาจเท่ากับเต็มจำนวนหากยังไม่ได้รับบริการเลย
ถ้าใช้บริการไปแล้วบางครั้ง จะได้อะไรคืน?
ไม่ได้หมายความว่าขอคืนได้เสมอ ผู้บริโภคต้องมีเหตุอื่นที่แบบสัญญามาตรฐานกำหนด เช่น คลินิกปิดหรือย้ายจนไม่อาจใช้บริการที่อื่นหรือสาขาอื่นได้โดยสะดวก หรือมีหลักฐานแพทย์รับรองว่าหากใช้บริการต่อไปอาจเป็นอันตรายจนไม่สามารถใช้บริการเสริมความงามต่อไปได้ เมื่อบอกเลิกได้ตามเหตุนั้น จึงได้คืนตามสัดส่วนของบริการที่ยังไม่ได้รับ
คลินิกต้องคืนเงินภายในกี่วัน?
เงินสด เงินโอน หรือเช็ค ภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีการบอกเลิกสัญญา ส่วนการคืนผ่านบัตรเครดิตภายใน 45 วัน และผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิหักค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตได้ถ้ามี
สัญญาเขียนว่าชำระแล้วไม่คืนเงินทุกกรณี ใช้บังคับได้ไหม?
ไม่ได้ ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2568 ข้อ 5 ห้ามใช้ข้อสัญญาที่กำหนดว่าจะไม่คืนเงินไม่ว่ากรณีใด และมาตรา 35 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ให้ถือว่าสัญญานั้นไม่มีข้อสัญญาดังกล่าว
ทำไมธุรกิจเสริมความงามจึงเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา?
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 ทวิ ให้อำนาจคณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดธุรกิจควบคุมสัญญา ต่อมาประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2568 ข้อ 1 ระบุให้ธุรกิจเสริมความงามอยู่ภายใต้ระบบนี้ และข้อ 4 ถึงข้อ 6 ของประกาศฉบับเดียวกันกำหนดแบบสัญญา ข้อสัญญาต้องห้าม และการส่งมอบสัญญาแก่ผู้บริโภค
☕ น้องแว่นสรุปแบบง่ายที่สุด
เริ่มจากคำถามเดียวก่อนค่ะ — “เคยใช้บริการแล้วหรือยัง?” จากนั้นตรวจจำนวนวันที่ผ่านไป เหตุบอกเลิก และช่องทางคืนเงินตามลำดับ
- ยังไม่เคยใช้บริการ และบอกเลิกภายใน 7 วันนับจากวันจ่ายเงิน — หากครบทั้ง 2 เงื่อนไข คุณขอคืนเงินทั้งหมดได้ อ่านเงื่อนไขคืนเต็มจำนวน
- เคยใช้บริการแล้ว หรือพ้น 7 วัน — การเปลี่ยนใจอย่างเดียวไม่พอ ต้องตรวจว่ามีเหตุอื่นตามแบบสัญญาหรือไม่ เช่น คลินิกโอนสิทธิให้บุคคลอื่นโดยเราไม่ยินยอม หรือใช้แพทย์ พนักงาน หรือเครื่องมือไม่ตรงกับที่ระบุในสัญญา หากมีจึงขอคืนส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ได้ อ่านเหตุบอกเลิกข้ออื่น
- เมื่อบอกเลิกโดยมีเหตุแล้ว ให้ดูช่องทางคืนเงิน — เงินสด เงินโอน หรือเช็คกำหนด 15 วัน ส่วนการคืนผ่านบัตรเครดิตกำหนด 45 วัน ทั้ง 2 ระยะเริ่มนับจากวันที่บอกเลิก อ่านวิธีนับกำหนดคืนเงิน
- ข้อความว่า “ชำระแล้วไม่คืนเงินทุกกรณี” ตัดสิทธิตามกฎหมายไม่ได้ — แต่ผู้บริโภคยังต้องแสดงเหตุบอกเลิกและจำนวนเงินที่ควรได้รับคืน อ่านเรื่องข้อสัญญาต้องห้าม
- ทำการบอกเลิกให้ตรวจสอบวันที่ได้ — เก็บข้อความหรือหนังสือบอกเลิก สัญญา ใบเสร็จ และหลักฐานการใช้บริการไว้ด้วยกัน อ่านวิธีเตรียมหลักฐาน
- พ้นกำหนดแล้วยังไม่ได้เงิน — ทวงเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วนำเอกสารทั้งหมดไปร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค อ่านขั้นตอนร้องเรียน
ถ้ากำลังตัดสินใจขอเงินคืน ให้เริ่มจากเปิดสัญญาและใบเสร็จ แล้วจดคำตอบ 4 อย่างไว้ค่ะ: จ่ายวันไหน เคยใช้บริการหรือยัง บอกเลิกด้วยเหตุใด และต้องการให้คืนผ่านช่องทางใด จากนั้นจึงเทียบกับหัวข้อข้างบนทีละข้อ
อ่านต่อในชุดสิทธิผู้บริโภค
💛 หมายเหตุจาก Kelomn: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลความรู้ทั่วไปด้านกฎหมายธุรกิจและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี และไม่สามารถใช้แทนการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ หากมีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องการความชัดเจน ควรตรวจตัวบทฉบับเป็นทางการและขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ตัวบทกฎหมายทางการสามารถดูได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS) — Kelomn · AI Legal Research Project · Business Law for the Business Life
รับอัปเดตกฎหมายธุรกิจจาก Kelomn
ติดตามบทความใหม่ เครื่องมือ KKB และสรุปประเด็นกฎหมายธุรกิจที่ควรรู้จากหน้านี้ได้ต่อใน KKB Fans
ถ้าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์ ให้ส่ง กาแฟและขนมปัง ให้เป็นกำลังใจ
กดให้กาแฟ หรือ ขนมปัง สัก 1 อย่างไหมคะ?