Kelomn.com
Business Law for the Business Life

แชร์บทความนี้

แชท ฟีด เครือข่ายงาน โพสต์สั้น

ชื่อในบทความนี้เป็นชื่อสมมติ ไม่มีตัวตนจริง เป็นเพียงการเล่าเรื่องเพื่อให้เข้าใจง่าย ไม่ได้ตั้งใจพาดพิงบุคคลหรือคลินิกใดนะคะ

น้องแว่นในชุดกาวน์แพทย์ ยืนถือคลิปบอร์ดอธิบายสิทธิขอเงินคืนคอร์สความงามในคาเฟ่ห้องสมุดกฎหมาย Kelomn

น้องแว่น — Kelomn Legal Café · สิทธิผู้บริโภคด้านการแพทย์และความงาม

สะกิดบอกเพื่อน: สวย–หล่อ ต้องรู้ ซื้อคอร์สความงามแล้วเปลี่ยนใจ ขอเงินคืนได้หรือไม่?

สรุปสั้นๆ นะ เพื่อนๆ อาจมีสิทธิขอเงินคืนเต็มจำนวนได้เมื่อ เพื่อนๆ (1) ยังไม่เคยใช้บริการแม้แต่ครั้งเดียว และ (2) บอกเลิกสัญญาภายใน 7 วันนับจากวันที่ชำระเงิน ทั้งนี้ หากเพื่อนๆ ได้ใช้บริการไปแล้วหรือพ้นกำหนด 7 วัน เพื่อนๆ อาจยังมีสิทธิขอคืนเงินในส่วนที่ยังไม่ได้ใช้บริการ (เมื่อมีเหตุอื่นตามแบบสัญญา)

อันดับแรก อยากให้เพื่อน ๆ เข้าใจก่อนว่า “ธุรกิจการให้บริการเสริมความงาม” ตามที่กฎหมายกำหนดหมายถึงอะไร

สิทธิที่อธิบายในบทความนี้ไม่ได้ใช้กับบริการทุกอย่างที่เรียกว่า “ความงาม” เพราะกฎหมายกำหนดขอบเขตของธุรกิจไว้โดยเฉพาะ เพื่อให้ทราบก่อนว่าคอร์สที่ซื้ออยู่ในระบบสัญญาควบคุมหรือไม่

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 กำหนดความหมายของคำนี้ไว้เป็นฉบับปัจจุบัน ดังข้อความต่อไปนี้

โดยทั่วไป จึงเป็นการตกลงซื้อบริการเป็นคอร์ส ให้เข้ารับบริการตามจำนวนครั้งหรือภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่น นวด สปา ดูดไขมัน ศัลยกรรม หัตถการ ฟื้นฟูสุขภาพ ดูแลผิวหน้า ผิวกาย หรือผิวพรรณ ควบคุมน้ำหนักและดูแลสัดส่วน รวมถึงบริการเสริมความงามผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

แต่ประกาศไม่รวมการบำบัดรักษาโรคตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม หรือการบำบัดรักษาโรคหรือความเจ็บป่วยตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ รวมทั้งบริการตัดแต่งทำผม แต่งหน้า แต่งเล็บ แต่งขนตา นวดไทย หรือสักผิวหนัง

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๙ ข้อ 2
    ข้อ ๒ ให้ยกเลิกความในบทนิยามคำว่า “ธุรกิจการให้บริการเสริมความงาม” ในข้อ ๓ แห่งประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๖๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
    “ “ธุรกิจการให้บริการเสริมความงาม” หมายความว่า การประกอบธุรกิจการให้บริการเสริมความงาม โดยมีข้อตกลงให้ผู้บริโภคเข้ารับบริการตามจำนวนครั้งหรือภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งการให้บริการดังกล่าวกระทำด้วยวิธีการนวด การสปา การดูดไขมัน การศัลยกรรม การหัตถการ การฟื้นฟูสุขภาพ หรือการกระทำด้วยวิธีการอื่นใด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความสะอาด ความสวยงาม หรือการปกป้องดูแลผิวหน้า ผิวกาย และผิวพรรณ ตลอดจนการควบคุมการลดน้ำหนักและการดูแลสัดส่วนของร่างกาย รวมถึงการให้บริการเสริมความงามผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการบำบัดรักษาโรคตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม การบำบัดรักษาโรคหรือความเจ็บป่วยตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ และการให้บริการตัดแต่งทำผม แต่งหน้า แต่งเล็บ แต่งขนตา การนวดไทย การสักผิวหนัง หรือการให้บริการอื่นในลักษณะทำนองเดียวกัน”
น้องแว่นในชุดกาวน์แพทย์กำลังอ่านเอกสารในคาเฟ่ห้องสมุดกฎหมาย Kelomn
ภาพประกอบ: น้องแว่นกำลังอ่านนิยามและเงื่อนไขของสัญญาก่อนอธิบายสิทธิของผู้รับบริการ

พี่เอจ่ายค่าคอร์สดูแลผิวหน้าไป 25,000 บาท ตอนเย็นวันศุกร์ กลับถึงบ้านมาคิดอีกที รู้สึกว่ายังไม่พร้อม วันจันทร์เลยโทรไปขอยกเลิก พนักงานตอบว่า “ระบบตัดยอดไปแล้วค่ะ คืนไม่ได้”

ถ้าพี่เอยังไม่ได้ใช้บริการและยังอยู่ภายในเจ็ดวันนับจากวันที่ชำระเงิน คำตอบนั้นไม่ตรงกับแบบสัญญาที่กฎหมายกำหนดค่ะ แต่ถ้าขาดเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง จะขอคืนได้ก็ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงตรงกับเหตุอื่นในแบบสัญญา ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนใจค่ะ

ทำไมธุรกิจเสริมความงามจึงเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา

สถานการณ์ของพี่เอเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะการซื้อคอร์สมักเกิดหน้าเคาน์เตอร์ แต่การใช้บริการจริงจะทยอยเกิดขึ้นภายหลัง ผู้รับบริการจึงอาจมีเวลาทบทวนการตัดสินใจหลังชำระเงินแล้วไม่นาน

เมื่อเป็นการจ่ายเงินล่วงหน้าเพื่อรับบริการหลายครั้งหรือเป็นระยะเวลา ผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคจึงควรเห็นตรงกันตั้งแต่ต้นว่าซื้อบริการอะไร ใช้ได้กี่ครั้ง มีค่าใช้จ่ายอย่างไร และเมื่อเกิดปัญหาจะจัดการเงินส่วนที่ยังไม่ได้ใช้อย่างไร

กฎหมายจึงกำหนดให้ธุรกิจที่อยู่ในนิยามข้างต้นใช้สัญญาที่เป็นธรรม เพื่อให้สิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายเขียนไว้ชัดเจน ไม่ใช่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำหนดขึ้นเองค่ะ

“ธุรกิจควบคุมสัญญา” คืออะไร

คำว่า “ควบคุม” ไม่ได้แปลว่าห้ามขายคอร์สหรือบังคับราคา แต่หมายถึงการกำหนดว่า สัญญาต้องเขียนอะไร และห้ามเขียนอะไร เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเสียเปรียบเกินสมควรค่ะ

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเสริมความงาม

กฎหมายแม่บทให้อำนาจ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 ทวิ

พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 ทวิ ให้อำนาจคณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดว่าธุรกิจใดต้องใช้สัญญาที่เป็นธรรม รวมทั้งกำหนดข้อความที่ต้องมีและข้อความที่ห้ามใช้ได้ค่ะ

ประกาศระบุธุรกิจที่อยู่ภายใต้กฎนี้ ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 ข้อ 1

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2568 ระบุให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามที่อยู่ในนิยามของประกาศเป็นธุรกิจควบคุมสัญญาโดยตรง และประกาศฉบับที่ 2 พ.ศ. 2569 ได้แก้ไขนิยามพร้อมระบุบริการที่ไม่รวมไว้ด้วย ผู้ให้บริการที่อยู่ในขอบเขตจึงต้องทำสัญญากับผู้บริโภคตามกติกาในประกาศฉบับนี้ค่ะ อ่านนิยามปัจจุบันฉบับเต็ม

ประกาศกำหนดสิ่งที่ต้องทำจริง ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 ข้อ 4 ถึงข้อ 6

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2568 กำหนดให้ใช้แบบสัญญาภาษาไทยที่อ่านชัด ห้ามข้อความที่เอาเปรียบผู้บริโภค และต้องทำสัญญาสองฉบับพร้อมมอบให้ผู้บริโภคหนึ่งฉบับทันทีค่ะ อ่านกติกาเรื่องแบบสัญญา อ่านข้อสัญญาต้องห้าม อ่านกติกาการส่งมอบสัญญา

พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 ทวิ: ฐานอำนาจในการกำหนดธุรกิจควบคุมสัญญา
    มาตรา ๓๕ ทวิ ในการประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการใด ถ้าสัญญาซื้อขายหรือสัญญาให้บริการนั้นมีกฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือ หรือที่ตามปกติประเพณีทำเป็นหนังสือ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญามีอำนาจกำหนดให้การประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการนั้นเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญาได้
    ในการประกอบธุรกิจที่ควบคุมสัญญา สัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคจะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
        (๑) ใช้ข้อสัญญาที่จำเป็นซึ่งหากมิได้ใช้ข้อสัญญาเช่นนั้น จะทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบผู้ประกอบธุรกิจเกินสมควร
        (๒) ห้ามใช้ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค
    ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และรายละเอียดที่คณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนด และเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นส่วนรวม คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาจะให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดทำสัญญาตามแบบที่คณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดก็ได้
    การกำหนดตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 ข้อ 1: กำหนดสถานะของธุรกิจเสริมความงาม
    ข้อ ๑ ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา

ในเชิงปฏิบัติ การซื้อคอร์สมักเป็นการชำระเงินล่วงหน้า แต่บริการทยอยเกิดขึ้นภายหลัง แบบสัญญาและหลักฐานรายครั้งจึงช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าตกลงอะไร ใช้ไปแล้วเท่าไร และเหลือสิทธิอะไรอยู่ค่ะ

กฎหมายที่เราจะเล่าให้ฟังกันวันนี้

เอกสารที่เกี่ยวข้องมี 3 ฉบับ แต่ทำหน้าที่คนละอย่างค่ะ ฉบับที่เคยถูกยกเลิกไม่ใช่ฉบับควบคุมสัญญาที่บทความนี้ใช้อธิบาย ตารางนี้แยกให้ดูทีละฉบับ พร้อมลิงก์ราชกิจจานุเบกษาต้นฉบับค่ะ

กฎหมายที่บทความชุดนี้พาไปอ่าน และวันที่มีผลใช้บังคับ

ฉบับทำหน้าที่อะไรวันที่มีผลใช้บังคับ
ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ พ.ศ. ๒๕๖๘
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนพิเศษ 315 ง หน้า 21–22
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 26 กันยายน 2568
ฉบับหลัก — กำหนดให้ธุรกิจเสริมความงามเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา วางข้อห้าม 9 ลำดับ และแนบ แบบสัญญามาตรฐาน ไว้ท้ายประกาศ 25 มกราคม 2569
ข้อ 2 — เมื่อพ้น 120 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๖๙
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 128 ง หน้า 19–20
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 21 พฤษภาคม 2569
แก้ไขฉบับหลักในสองข้อ — ข้อแรก ปรับความหมายของ “ธุรกิจการให้บริการเสริมความงาม” ข้อที่สอง แก้ข้อความในรายการ 1.7 ของแบบสัญญา พร้อมกำหนดให้สัญญาที่ทำไว้ก่อนยังใช้ต่อไปจนสิ้นสุดสัญญา 22 พฤษภาคม 2569
ข้อ 1 — ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ประกาศยกเลิกฉบับหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. ๒๕๖๓
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 47 ง หน้า 41
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 19 กุมภาพันธ์ 2569
ยกเลิกประกาศคนละฉบับ คือฉบับที่ควบคุม รายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. ๒๕๖๓ — ไม่ได้ยกเลิกการควบคุมสัญญา 20 กุมภาพันธ์ 2569
ข้อ 2 — ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 ข้อ 2: วันที่มีผลใช้บังคับ
    ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป
ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ข้อ 1: วันที่มีผลใช้บังคับ
    ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

เราอธิบายแบบง่าย ๆ นะ: ประกาศฉบับหลักลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 26 กันยายน 2568 และกำหนดให้เริ่มใช้เมื่อพ้น 120 วันนับแต่วันประกาศ จึงมีผลใช้บังคับวันที่ 25 มกราคม 2569 ส่วนประกาศฉบับที่ 2 กำหนดให้เริ่มใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ จึงมีผลใช้บังคับวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ค่ะ

แล้วสัญญาที่ว่านี้ หน้าตาเป็นอย่างไร

กฎหมายแนบแบบสัญญามาให้ดูและใช้ได้เลยค่ะ ภาพด้านล่างเป็นหน้าจริงจากราชกิจจานุเบกษา ทั้งคลินิกและผู้บริโภคจึงตรวจแบบเดียวกันได้ก่อนเซ็น

แบบสัญญาฉบับเต็ม: ใช้แบบ พ.ศ. 2568 ร่วมกับข้อความแก้ไข พ.ศ. 2569

เอกสารที่ซ่อนไว้ใต้ปุ่มด้านล่างคือแบบสัญญามาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคครบ 6 หน้า ตั้งแต่ข้อมูลคู่สัญญา รายละเอียดคอร์ส เหตุบอกเลิก การคืนเงิน ไปจนถึงหลักฐานการใช้บริการแต่ละครั้งค่ะ ดูแบบสัญญาฉบับจริง หน้า 1

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 ข้อ 4: เหตุที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องใช้แบบสัญญาท้ายประกาศ
    ข้อ ๔ สัญญาให้บริการเสริมความงามที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภค ต้องมีข้อความ
เป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร
โดยมีจำนวนตัวอักษรไม่เกินสิบเอ็ดตัวอักษรในหนึ่งนิ้ว และต้องใช้ข้อสัญญาที่มีสาระสำคัญและเงื่อนไข
ตามแบบสัญญาท้ายประกาศนี้
กดเพื่อเปิด/ปิดแบบสัญญามาตรฐานของ สคบ. ฉบับเต็ม 6 หน้า

อ่านเอกสารชุดนี้อย่างไรไม่ให้สับสน

  1. อ่านแบบ พ.ศ. 2568 ให้ครบทั้ง 6 หน้า เพราะเป็นโครงสัญญาหลักที่กำหนดข้อมูลคู่สัญญา รายละเอียดบริการ สิทธิบอกเลิก และวิธีคืนเงิน
  2. เมื่อถึงรายการ 1.7 ให้หยุดดูข้อความในภาพก่อน แล้วใช้ข้อความใหม่จากประกาศฉบับที่ 2 พ.ศ. 2569 ซึ่งระบุชื่อแพทย์พร้อมเลขที่ใบอนุญาต หรือชื่อพนักงานผู้ให้บริการ แทนข้อความเดิม
  3. อ่านกล่อง “รายการ 1.7 อยู่ที่ไหน” ต่อจากหน้า 2 กล่องนั้นอธิบายตำแหน่งของรายการและยกข้อความทางการที่ต้องนำมาแทนไว้ครบถ้วน พร้อมลิงก์ไปยังประกาศทั้ง 2 ฉบับ

สำหรับสัญญาเดิม: หากทำสัญญาก่อนวันที่ประกาศฉบับที่ 2 พ.ศ. 2569 ใช้บังคับ สัญญานั้นยังคงใช้ต่อไปจนสิ้นสุด ไม่ต้องย้อนกลับไปทำสัญญาใหม่เพียงเพราะมีการแก้ไขรายการ 1.7 ค่ะ

แบบสัญญาให้บริการเสริมความงามฉบับเต็ม หน้า 1
หน้า 1 จาก 6 — ข้อมูลคู่สัญญาและรายละเอียดเบื้องต้นของบริการ
แบบสัญญาให้บริการเสริมความงามฉบับเต็ม หน้า 2
หน้า 2 จาก 6 — รายการบริการ ผู้ให้บริการ จำนวนครั้ง และค่าใช้จ่าย

รายการ 1.7 อยู่ที่ไหน และเหตุใดต้องใช้ข้อความใหม่

รายการ 1.7 เป็นช่องข้อมูลย่อยภายใต้ข้อ 1 ของแบบสัญญามาตรฐาน อยู่ในหน้า 2 ด้านบนนี้ ใช้ระบุชื่อแพทย์พร้อมเลขที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หรือชื่อพนักงานผู้ให้บริการเสริมความงาม สำหรับรายการ 1.7 สิ่งที่แก้จริงคือ แบบเดิมมีช่องชื่อแพทย์ เลขที่ใบอนุญาต และชื่อพนักงานอยู่แล้ว ส่วนประกาศฉบับที่ 2 พ.ศ. 2569 ตัดช่องคำว่า “ผู้เชี่ยวชาญในด้าน” ออก จึงต้องอ่านข้อความทางการด้านล่างแทนข้อความเดิมที่เห็นในภาพค่ะ

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ข้อ 3: ข้อความใหม่ของรายการ 1.7
    ข้อ ๓ ให้ยกเลิกความใน ๑.๗ ของข้อ ๑ ของแบบสัญญามาตรฐานสัญญาให้บริการเสริม
ความงามท้ายประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจ
ที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๖๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“๑.๗ แพทย์ผู้ให้บริการเสริมความงาม (ชื่อ - สกุล).........................................................
เลขที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ..................................................................................
หรือพนักงานผู้ให้บริการเสริมความงาม (ชื่อ - สกุล)................................................................................”
แบบสัญญาให้บริการเสริมความงามฉบับเต็ม หน้า 3
หน้า 3 จาก 6 — สิทธิขอเปลี่ยนผู้ให้บริการ ประวัติการใช้บริการ และข้อมูลส่วนบุคคล
แบบสัญญาให้บริการเสริมความงามฉบับเต็ม หน้า 4
หน้า 4 จาก 6 — เอกสารรายครั้งและเหตุบอกเลิกสัญญาของผู้บริโภค
แบบสัญญาให้บริการเสริมความงามฉบับเต็ม หน้า 5
หน้า 5 จาก 6 — เหตุบอกเลิก การคืนเงิน และลายมือชื่อคู่สัญญา
หลักฐานการเข้ารับบริการเสริมความงามท้ายแบบสัญญา หน้า 6
หน้า 6 จาก 6 — แบบหลักฐานการเข้ารับบริการที่ต้องบันทึกแต่ละครั้ง

สัญญาที่ทำไว้ก่อนฉบับแก้ไขมีผลอย่างไร

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ข้อ 4: ผลต่อสัญญาที่ทำไว้ก่อนประกาศฉบับแก้ไข
    ข้อ ๔ บรรดาสัญญาให้บริการเสริมความงามที่ผู้ประกอบธุรกิจได้ทำกับผู้บริโภค
ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจ
ที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๖๘ ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับให้คงใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดสัญญา
และให้ถือว่าเป็นสัญญาให้บริการเสริมความงามตามประกาศนี้

เราขอแยกอธิบายให้เพื่อน ๆ อ่านง่าย ๆ เป็นเจ็ดข้อนะ

อ่านภาพรวมสั้น ๆ ก่อน แล้วกดดูหน้าจริงของแบบสัญญาได้จากลิงก์ในแต่ละบัตรค่ะ

ข้อที่หนึ่ง · ข้อมูลคอร์สและผู้ให้บริการ
ระบุให้ชัดว่าจะรับบริการอะไร กับใคร กี่ครั้ง ราคาเท่าไร และชำระอย่างไร ดูแบบสัญญาฉบับจริง หน้า 1
ข้อที่สอง · ขอเปลี่ยนแพทย์หรือพนักงานผู้ให้บริการ
ผู้บริโภคขอให้เปลี่ยนแพทย์หรือพนักงานผู้ให้บริการได้ เมื่อบุคคลนั้นไม่เอาใจใส่ ไม่ซื่อสัตย์ ไม่ระมัดระวัง หรือมีสภาพไม่เหมาะสม ดูแบบสัญญาฉบับจริง หน้า 4 อ่านสิทธิฉบับเต็ม
ข้อที่สาม · ขอประวัติและขอให้ลบข้อมูล
ผู้บริโภคขอประวัติการใช้บริการทั้งหมด และขอให้ลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลภายในเวลาที่สัญญากำหนดได้ ดูแบบสัญญาฉบับจริง หน้า 4
ข้อที่สี่ · รับหลักฐานทุกครั้งที่ใช้บริการ
คลินิกต้องออกหลักฐานทุกครั้ง โดยระบุชื่อผู้ให้บริการและรายละเอียดของบริการครั้งนั้น ดูแบบสัญญาฉบับจริง หน้า 4
ข้อที่ห้า · สิทธิบอกเลิกสัญญาของผู้บริโภค
ผู้บริโภคบอกเลิกสัญญาได้เมื่อมีเหตุที่แบบสัญญากำหนด รวมถึงกรณียังไม่ใช้บริการและบอกเลิกภายใน 7 วัน ดูแบบสัญญาฉบับจริง หน้า 4
ข้อที่หก · สิทธิบอกเลิกสัญญาของผู้ประกอบธุรกิจ
ผู้ประกอบธุรกิจบอกเลิกสัญญาได้ตามเงื่อนไข แต่ต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือและให้เวลาแก้ไขก่อน ดูแบบสัญญาฉบับจริง หน้า 5
ข้อที่เจ็ด · วิธีและกำหนดเวลาคืนเงิน
เมื่อบอกเลิกโดยมีเหตุ ผู้ประกอบธุรกิจต้องคืนเงินเต็มจำนวนหรือคืนตามส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ภายในเวลาที่กำหนด ดูแบบสัญญาฉบับจริง หน้า 5
ข้อ 2 ของแบบสัญญามาตรฐานสัญญาให้บริการเสริมความงาม ท้ายประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568: สิทธิขอเปลี่ยนแพทย์หรือพนักงานผู้ให้บริการ
    ข้อ ๒ ผู้บริโภคมีสิทธิให้ผู้ประกอบธุรกิจเปลี่ยนแปลงแพทย์หรือพนักงานผู้ทำการให้บริการ กรณีที่แพทย์
หรือพนักงานนั้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเอาใจใส่ ซื่อสัตย์สุจริต และระมัดระวังตามที่พึงคาดหมายได้จากการให้บริการ
ตามสัญญา หรือมีสภาพร่างกาย จิตใจ หรือความประพฤติไม่เหมาะสม

เรื่องนี้ เราเขียนให้ทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการได้อ่านและทำตามกฎหมายกันนะ

บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อจับผิดคลินิกค่ะ แต่ต้องการให้ทั้งสองฝ่ายรู้กติกาเดียวกัน เพราะข้อพิพาทมักเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว เช่น ไม่รู้ว่าสัญญาต้องทำสองฉบับ ไม่ได้รับหลักฐานหลังใช้บริการ หรือพบข้อความว่า “ชำระแล้วไม่คืนทุกกรณี” ในสัญญา

เมื่อผู้ให้บริการอธิบายเงื่อนไขให้ชัด และผู้รับบริการเก็บสัญญากับหลักฐานไว้ครบ ทั้งสองฝ่ายจะตรวจสิทธิ หน้าที่ และยอดเงินที่ต้องคืนได้ง่ายขึ้นค่ะ

☕ ถ้าหากจำเป็นต้องใช้สิทธิของผู้รับบริการ ผู้รับบริการต้องตรวจสอบในสามประเด็นหลักดังนี้

ไม่ต้องเริ่มจากการจำเลขข้อกฎหมายค่ะ ให้เปิดสัญญาและใบเสร็จ แล้วตอบคำถามตามลำดับต่อไปนี้

  1. เคยใช้บริการแล้วหรือยัง — หากยังไม่เคยใช้เลย ให้ตรวจต่อว่าบอกเลิกภายใน 7 วันนับจากวันที่ชำระเงินหรือไม่ ถ้าครบทั้ง 2 เงื่อนไขจึงขอคืนเต็มจำนวนได้
  2. ถ้าเคยใช้แล้วหรือพ้น 7 วัน มีเหตุบอกเลิกอื่นหรือไม่ — การเปลี่ยนใจอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเหตุอื่นตามแบบสัญญา เช่น คลินิกปิดหรือย้ายจนไม่อาจใช้บริการที่อื่นหรือสาขาอื่นได้โดยสะดวก หรือคลินิกโอนสิทธิให้บุคคลอื่นโดยเราไม่ยินยอม จึงจะขอคืนเงินส่วนของบริการที่ยังไม่ได้ใช้ได้
  3. บอกเลิกวันไหน และรับเงินคืนทางใด — 2 ข้อนี้ใช้คำนวณวันครบกำหนดคืนเงิน โดยเงินสด เงินโอน หรือเช็คกำหนด 15 วัน ส่วนการคืนผ่านบัตรเครดิตกำหนด 45 วัน นับจากวันที่บอกเลิกสัญญา

การขอคืนเงินเต็มจำนวนต้องมีเงื่อนไข 2 ข้อนี้ พร้อมกัน

ลองแตะดาวแต่ละดวง หากข้อเท็จจริงของคุณตรงกับเงื่อนไขข้อนั้น

ยังไม่ได้เช็กเงื่อนไข — ต้องตรงทั้ง 2 ข้อพร้อมกันนะ

ถ้าขาดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง จะไม่ใช่กรณีเปลี่ยนใจภายใน 7 วัน แต่ยังควรตรวจต่อว่ามีเหตุอื่นตามแบบสัญญาหรือไม่ เช่น คลินิกโอนสิทธิให้บุคคลอื่นโดยเราไม่ยินยอม หรือใช้แพทย์ พนักงาน หรือเครื่องมือไม่ตรงกับที่ระบุในสัญญา หากข้อเท็จจริงตรงกับเหตุใดเหตุหนึ่ง อาจขอคืนเงินส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ได้ค่ะ อ่านเหตุอื่นที่อาจใช้บอกเลิกสัญญา

⚠️ เข้าใจผิดบ่อยที่สุดของเรื่องนี้

ไม่ใช่ว่าซื้อคอร์สแล้วเปลี่ยนใจได้เสมอภายในเจ็ดวันนะคะ หลายคนจำไปแค่ตัวเลข 7 แล้วคิดว่าเป็นสิทธิคืนสินค้าแบบทั่วไป ซึ่งไม่ตรงกับที่ตัวบทเขียนไว้ค่ะ

ถ้าเข้าไปใช้บริการแล้ว แม้เพียงครั้งเดียว ต่อให้ยังอยู่ภายใน 7 วัน ก็จะไม่ใช่กรณีเปลี่ยนใจที่ขอคืนเต็มจำนวนได้แล้ว แต่ยังควรตรวจว่ามีเหตุอื่นตามแบบสัญญาหรือไม่ เช่น คลินิกโอนสิทธิให้บุคคลอื่นโดยเราไม่ยินยอม หรือใช้แพทย์ พนักงาน หรือเครื่องมือไม่ตรงกับที่ระบุในสัญญา หากไม่มีเหตุอื่น การเปลี่ยนใจอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดสิทธิขอคืนเงินค่ะ ดูแบบสัญญาฉบับจริง หน้า 4

และเจ็ดวันนี้เริ่มนับจาก วันที่ชำระเงิน ค่ะ ไม่ใช่วันทำสัญญา ไม่ใช่วันที่นัดเริ่มคอร์สครั้งแรก และไม่ใช่วันที่ได้รับเอกสารสัญญา

เปิดต้นฉบับทางการที่ ราชกิจจานุเบกษา ↗

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๖๘

เล่ม 142 ตอนพิเศษ 315 ง หน้า 21–22 · ลงราชกิจจานุเบกษา 26 กันยายน 2568 · ฉบับที่แบบสัญญาแนบท้ายอยู่

ตอนที่ 1  ·  เข้าข้อไหน ได้คืนแค่ไหน

1

ต้องมีเงื่อนไขครบทั้งสองอย่างนะ

เงื่อนไขคืนเงินเต็มจำนวนในแบบสัญญามาตรฐานเขียนไว้สั้นมาก แต่มีเงื่อนไขอยู่สองชั้น หลายคนจำได้เพียงคำว่า “7 วัน” จึงเข้าใจว่าเหมือนสิทธิคืนสินค้าที่ซื้อทางออนไลน์ ซึ่งไม่ใช่ค่ะ

พี่เอจ่ายเงินวันศุกร์ ยังไม่ได้ใช้บริการ และแจ้งบอกเลิกวันจันทร์ จึงครบทั้งสองเงื่อนไขและขอคืนเงินเต็มจำนวนได้ค่ะ แต่ถ้าพี่เอเข้าไปทำทรีตเมนต์ครั้งแรกในวันเสาร์ แม้ยังไม่พ้น 7 วัน ก็ไม่ครบเงื่อนไขนี้แล้ว

เงื่อนไขที่ 1 · ยังไม่ได้ใช้บริการ
เข้าไปใช้แม้ครั้งเดียวก็หลุดจากข้อนี้
เงื่อนไขที่ 2 · ภายใน 7 วัน
นับจาก วันที่ชำระเงิน ไม่ใช่วันที่เซ็นสัญญาหรือวันนัดครั้งแรก
ข้อ 5.1 แห่งแบบสัญญามาตรฐานสัญญาให้บริการเสริมความงาม ซึ่งแนบท้ายประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 กำหนดว่า “ยังไม่ได้ใช้บริการภายในระยะเวลาเจ็ดวันนับจากวันที่ชำระเงิน” ดังนั้น จุดตั้งต้นของการนับคือวันที่ชำระเงินค่ะ
ข้อ 5 ของแบบสัญญามาตรฐานสัญญาให้บริการเสริมความงาม ท้ายประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568: เหตุที่ผู้บริโภคบอกเลิกสัญญาได้
    ข้อ ๕ ผู้บริโภคมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหากมีเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังต่อไปนี้
    ๕.๑ ผู้บริโภคยังไม่ได้ใช้บริการภายในระยะเวลาเจ็ดวันนับจากวันที่ชำระเงิน
    ๕.๒ ผู้ประกอบธุรกิจปิดกิจการ ปิดปรับปรุง หรือย้ายสถานที่ให้บริการ โดยผู้บริโภคไม่อาจใช้บริการที่อื่น
หรือสาขาอื่นได้โดยสะดวก
    ๕.๓ ผู้ประกอบธุรกิจทำการโอนสิทธิในการให้บริการไปยังบุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับความยินยอม
จากผู้บริโภค
    ๕.๔ ผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถให้บริการเสริมความงามได้ตามสัญญา หรือให้บริการล่าช้าเกินสมควร
หรือให้บริการที่ไม่เหมาะสมอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถแก้ไขการให้บริการนั้นได้
ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
    ๕.๕ ผู้ประกอบธุรกิจไม่เปลี่ยนแปลงแพทย์หรือพนักงานผู้ทำการให้บริการ กรณีที่แพทย์
หรือพนักงานนั้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเอาใจใส่ ซื่อสัตย์สุจริต และระมัดระวังตามที่พึงคาดหมายได้ จากการให้บริการ
ตามสัญญา หรือมีสภาพร่างกาย จิตใจ หรือความประพฤติไม่เหมาะสม หรือพนักงานไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การปฏิบัติ
ในการให้บริการตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๒
    ๕.๖ ผู้บริโภคมีหลักฐานรับรองการเจ็บป่วยหรือปัญหาสุขภาพจากแพทย์ ซึ่งหากใช้บริการเสริมความงาม
ต่อไปอาจเป็นเหตุให้ผู้บริโภคได้รับอันตรายต่อสุขภาพหรือร่างกายไม่สามารถใช้บริการเสริมความงามต่อไปได้
    ๕.๗ ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการที่ไม่เหมาะสม เป็นเหตุให้ผู้บริโภคได้รับบาดเจ็บเนื่องจากแพทย์
หรือพนักงานที่ให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ
    ๕.๘ ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการโดยใช้แพทย์หรือพนักงานผู้ทำการให้บริการ หรือใช้เครื่องมือไม่ตรง
กับที่ระบุไว้ในสัญญา
    ๕.๙ ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการโดยใช้เครื่องมือที่เข้าลักษณะเป็นเครื่องมือแพทย์โดยไม่เป็นไปตาม
มาตรฐานที่กฎหมายว่าด้วยเครื่องมือแพทย์กำหนด
น้องแว่น Kelomn
น้องแว่นสรุปแบบเข้าใจง่าย

คุณขอคืนเต็มจำนวนได้เมื่อมี 2 เงื่อนไขพร้อมกัน: ยังไม่เคยใช้บริการแม้แต่ครั้งเดียว และบอกเลิกภายใน 7 วันนับจากวันที่ชำระเงิน หากขาดข้อใดข้อหนึ่ง จะใช้สิทธิข้อนี้ไม่ได้ค่ะ

สิ่งที่ควรทำ: แจ้งบอกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษรภายในกำหนด และเก็บหลักฐานวันที่ส่งไว้พร้อมสัญญาและใบเสร็จ

2

ถ้าไม่เข้าเกณฑ์ตามเงื่อนไขหลัก จะทำอย่างไรได้บ้าง?

ถ้าเลย 7 วันหรือใช้บริการไปแล้ว การเปลี่ยนใจอย่างเดียวไม่ทำให้ขอเงินคืนได้ค่ะ แต่ยังมีเหตุอื่นที่อาจใช้บอกเลิกสัญญาได้ เช่น คลินิกปิดหรือย้ายจนเราไม่อาจใช้บริการที่อื่นหรือสาขาอื่นได้โดยสะดวก คลินิกโอนสิทธิให้บุคคลอื่นโดยเราไม่ยินยอม หรือคลินิกให้บริการไม่ได้ตามสัญญาแล้วไม่แก้ไขภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง อีกกรณีหนึ่งคือมีหลักฐานแพทย์รับรองว่าหากใช้บริการต่อไปอาจเป็นอันตรายจนไม่สามารถใช้บริการเสริมความงามต่อไปได้ หากข้อเท็จจริงตรงกับเหตุใดเหตุหนึ่ง ผู้บริโภคจึงขอคืนเงินส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ได้ค่ะ

พี่บีซื้อคอร์ส 10 ครั้ง ใช้ไป 3 ครั้ง แล้วคลินิกย้ายไปอีกอำเภอจนพี่บีไม่อาจใช้บริการที่อื่นหรือสาขาอื่นได้โดยสะดวก พี่บีจึงอาจบอกเลิกสัญญาและขอคืนเงินตามส่วนของอีก 7 ครั้งที่ยังไม่ได้ใช้ได้ค่ะ

เกิดเหตุใด ได้คืนเท่าไร

กลุ่มเหตุตัวอย่างสถานการณ์ได้คืนเท่าไร
ข้อ 5.1ยังไม่ได้ใช้บริการ และยังไม่เกิน 7 วันนับจากวันชำระเงินเต็มจำนวน
ข้อ 5.2–5.3คลินิกปิดกิจการ ปิดปรับปรุง หรือย้ายจนไม่อาจใช้บริการที่อื่นหรือสาขาอื่นได้โดยสะดวก หรือโอนสิทธิให้บุคคลอื่นโดยเราไม่ยินยอมตามสัดส่วนที่ยังไม่ได้เข้าไปใช้บริการ
ข้อ 5.4–5.5ให้บริการไม่ได้ตามสัญญา ล่าช้าเกินสมควร หรือไม่เหมาะสมจนอาจเกิดอันตราย และคลินิกไม่แก้ไขภายใน 7 วันนับแต่ได้รับแจ้ง หรือไม่เปลี่ยนแพทย์หรือพนักงานในกรณีที่แบบสัญญากำหนดตามสัดส่วนที่ยังไม่ได้เข้าไปใช้บริการ
ข้อ 5.6–5.7มีหลักฐานแพทย์รับรองว่าหากใช้บริการต่อไปอาจเป็นอันตรายจนไม่สามารถใช้บริการเสริมความงามต่อไปได้ หรือบาดเจ็บเพราะผู้ให้บริการไม่เชี่ยวชาญตามสัดส่วนที่ยังไม่ได้เข้าไปใช้บริการ
ข้อ 5.8–5.9ใช้คนหรือเครื่องมือไม่ตรงกับที่ระบุในสัญญา หรือใช้เครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐานตามสัดส่วนที่ยังไม่ได้เข้าไปใช้บริการ
เหตุบอกเลิกกลุ่มอื่นไม่มีกรอบ 7 วันแบบเหตุ “เปลี่ยนใจ” แต่แต่ละเหตุก็มีเงื่อนไขของตนเองและต้องเกิดขึ้นจริง เช่น การโอนสิทธิให้บุคคลอื่นโดยผู้บริโภคไม่ยินยอม หรือการใช้แพทย์ พนักงาน หรือเครื่องมือไม่ตรงกับที่ระบุในสัญญา แม้ผู้บริโภคจะเคยใช้บริการแล้วก็ยังตรวจสิทธิกลุ่มนี้ได้ อ่านเหตุบอกเลิกทั้ง 9 ข้อตามแบบสัญญา
ข้อ 7 ของแบบสัญญามาตรฐานสัญญาให้บริการเสริมความงาม ท้ายประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568: จำนวนเงินและกำหนดเวลาคืนเงิน
    ข้อ ๗ ผู้ประกอบธุรกิจคืนเงิน
    เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาตามข้อ ๕ ผู้ประกอบธุรกิจต้องคืนเงินให้แก่ผู้บริโภค กรณีตามข้อ ๕.๑
ให้ผู้ประกอบธุรกิจคืนเงินเต็มจำนวน กรณีตามข้อ ๕.๒ ถึงข้อ ๕.๙ ให้ผู้ประกอบธุรกิจคืนเงินตามสัดส่วนที่ผู้บริโภค
ยังไม่ได้เข้าไปใช้บริการให้แก่ผู้บริโภค
    เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาตามข้อ ๖ ผู้ประกอบธุรกิจต้องคืนเงินตามสัดส่วนที่ผู้บริโภคยังไม่ได้
เข้าไปใช้บริการให้แก่ผู้บริโภค และไม่ตัดสิทธิผู้ประกอบธุรกิจที่จะเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาของผู้บริโภค
    ๗.๑ กรณีชำระคืนเป็นเงินสดหรือเงินโอน หรือเช็คให้แก่ผู้บริโภคภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการ
บอกเลิกสัญญา
    ๗.๒ กรณีชำระคืนผ่านบัตรเครดิตให้แก่ผู้บริโภคภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่มีการบอกเลิกสัญญา
และให้ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิหักค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิต (ถ้ามี) ได้
ข้อ 4 ของแบบสัญญามาตรฐานสัญญาให้บริการเสริมความงาม ท้ายประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568: เอกสารหลักฐานการใช้บริการแต่ละครั้ง
    ข้อ ๔ ผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่ออกเอกสารให้แก่ผู้บริโภคทุกครั้งที่ผู้บริโภคเข้าไปใช้บริการ โดยให้ระบุชื่อแพทย์
หรือพนักงานผู้ทำการให้บริการ และรายละเอียดการให้บริการเสริมความงามในแต่ละครั้งทันทีที่รับบริการเสร็จ ตามหลักฐาน
การเข้ารับบริการเสริมความงามแนบท้ายแบบสัญญามาตรฐานนี้
น้องแว่น Kelomn
น้องแว่นสรุปแบบเข้าใจง่าย

ถ้าเคยใช้บริการแล้ว หรือพ้น 7 วัน: การเปลี่ยนใจเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้มีสิทธิได้เงินคืน แต่ยังต้องตรวจเหตุอื่นที่แบบสัญญากำหนดไว้ เช่น คลินิกโอนสิทธิให้บุคคลอื่นโดยเราไม่ยินยอม หรือใช้แพทย์ พนักงาน หรือเครื่องมือไม่ตรงกับที่ระบุในสัญญา

ถ้ามีเหตุใดเหตุหนึ่งจริง: ผู้บริโภคบอกเลิกได้ และขอคืนเฉพาะเงินส่วนของบริการที่ยังไม่ได้ใช้ ไม่ใช่คืนเต็มจำนวนโดยอัตโนมัติค่ะ

น้องแว่นในชุดกาวน์แพทย์กำลังอ่านเอกสารสัญญาในคาเฟ่กฎหมาย Kelomn

ตอนที่ 2  ·  เงินคืนเมื่อไร และสัญญาห้ามตัดสิทธิ

3

คืนภายในกี่วัน และหักอะไรได้บ้าง

เวลาที่คลินิกต้องคืนเงินไม่ได้ขึ้นกับว่าเราขอด้วยเหตุอะไร แต่ขึ้นกับว่า เงินคืนกลับมาทางไหน และมีเพียงทางเดียวที่กฎหมายยอมให้หักค่าธรรมเนียมได้

พี่ซีจ่ายด้วยบัตรเครดิต พอครบ 20 วันยังไม่เห็นเงินเข้า เลยคิดว่าคลินิกเบี้ยว — ที่จริงกรณีบัตรเครดิต ตัวบทให้เวลาถึง 45 วันค่ะ และให้หักค่าธรรมเนียมบัตรได้ถ้ามี ส่วนเงินโอนต้องคืนภายใน 15 วัน อีกทางหนึ่งที่ทำให้ต้องคืนเงินคือ คลินิกเป็นฝ่ายบอกเลิกเอง ตามข้อ 6 เมื่อเราไม่เข้าไปใช้บริการตามกำหนดและไม่แจ้งเหตุขัดข้องเป็นหนังสือ กรณีนี้ตัวบทยังให้คืนตามสัดส่วนที่เรายังไม่ได้ใช้ และก่อนบอกเลิกเขาต้องมีหนังสือบอกกล่าวให้เวลาเราไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนค่ะ

กำหนดเวลาคืนเงิน นับแต่วันที่มีการบอกเลิกสัญญา

คืนเงินกลับมาทางไหนคืนภายในค่าใช้จ่ายที่อาจต้องถูกหัก
เงินสด · เงินโอน · เช็ค15 วันข้อ 7.1 ไม่ได้ระบุสิทธิหักค่าธรรมเนียมสำหรับช่องทางนี้
บัตรเครดิต45 วันหักค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิตได้ ถ้ามี
ทั้งสองกำหนดนับจาก วันที่มีการบอกเลิกสัญญา ไม่ใช่วันที่คลินิกตอบกลับหรือวันที่อนุมัติเรื่อง
ข้อ 6 ของแบบสัญญามาตรฐานสัญญาให้บริการเสริมความงาม ท้ายประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568: กรณีผู้ประกอบธุรกิจเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา
    ข้อ ๖ ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิบอกเลิกสัญญา
เมื่อผู้บริโภคไม่เข้าไปใช้บริการภายในกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง
เป็นหนังสือให้ผู้ประกอบธุรกิจทราบ ให้ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้
    การบอกเลิกสัญญาตามวรรคหนึ่ง ให้ทำเป็นหนังสือบอกกล่าวให้ผู้บริโภคปฏิบัติตามสัญญาภายใน
ระยะเวลาไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันที่ผู้บริโภคได้รับหนังสือ และผู้บริโภคละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวนั้น
ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิบอกเลิกสัญญา
น้องแว่น Kelomn
น้องแว่นสรุปแบบเข้าใจง่าย

ตัวเลข 15 วันและ 45 วันมาจากวิธีคืนเงิน: เมื่อคุณมีเหตุบอกเลิกตามแบบสัญญามาตรฐาน ข้อ 5 และแจ้งบอกเลิกแล้ว คลินิกต้องคืนเป็นเงินสด เงินโอน หรือเช็คภายใน 15 วัน ส่วนการคืนผ่านบัตรเครดิตต้องดำเนินการภายใน 45 วัน

เริ่มนับเมื่อไร: ทั้ง 2 กำหนดเริ่มนับจากวันที่บอกเลิกสัญญา จึงควรแจ้งเป็นข้อความ อีเมล หรือหนังสือที่ตรวจสอบวันที่ได้ เพื่อให้รู้แน่นอนว่าวันครบกำหนดคือวันใดค่ะ

4

ข้อความในสัญญาที่ตัดสิทธินี้ไม่ได้

คำถามที่ตามมาเสมอคือ “แล้วถ้าในสัญญาเขียนไว้ว่าไม่คืนล่ะ” — ประกาศได้ห้ามข้อความกลุ่มนี้ไว้แล้ว และห้ามรวมถึงข้อความที่ มีความหมายทำนองเดียวกัน ด้วย การเปลี่ยนถ้อยคำจึงไม่ช่วย

พี่ดีถ่ายรูปสัญญามาให้ดู มีบรรทัดหนึ่งเขียนว่า “ชำระแล้วไม่คืนเงินทุกกรณี” — ข้อนี้ตรงกับข้อห้ามโดยตรงค่ะ ส่วนข้อความ “ไม่มาตามนัดถือว่าสละสิทธิ์” ต้องอ่านเงื่อนไขเต็ม หากให้อำนาจยกเลิกโดยไม่แจ้งล่วงหน้าและริบเงินที่จ่ายแล้ว จึงเข้าข้อห้ามตามประกาศ

กฎหมายแก้ปัญหาไว้ทั้งสองด้านค่ะ หากสัญญาไม่ใส่ข้อที่กฎหมายบังคับให้มี มาตรา 35 ตรี ให้ถือว่าสัญญามีข้อนั้น ส่วนถ้าสัญญาใส่ข้อความที่กฎหมายห้าม มาตรา 35 จัตวา ให้ถือว่าไม่มีข้อความต้องห้ามนั้น แต่ผู้บริโภคยังต้องตรวจข้อเท็จจริงว่าเข้าเหตุบอกเลิกและควรได้เงินคืนเท่าใดค่ะ
ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 ข้อ 5: ข้อสัญญาต้องห้ามทั้ง 9 ลำดับ
    ข้อ ๕ ข้อสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคตามแบบสัญญาท้ายประกาศนี้ ผู้ประกอบธุรกิจ
ต้องไม่ใช้ข้อสัญญาที่มีลักษณะหรือความหมายในลักษณะทำนองเดียวกัน ดังต่อไปนี้
    (๑) ข้อสัญญาที่เป็นการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดอันเกิดจากการกระทำละเมิดหรือผิดสัญญา
ในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย จิตใจ หรือความเสียหายอื่นใดอันเกิดจากการให้บริการเสริมความงาม
ของผู้ประกอบธุรกิจ รวมทั้งความเสียหายหรือสูญหายต่อทรัพย์สินภายในสถานที่ประกอบธุรกิจ
    (๒) ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้บริโภคต้องผูกพันตามประกาศหรือหลักเกณฑ์ของผู้ประกอบธุรกิจ
โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้บริโภค
    (๓) ข้อสัญญาที่กำหนดให้สิทธิผู้ประกอบธุรกิจแก้ไข เปลี่ยนแปลงการให้บริการเสริมความงาม
หรือเปลี่ยนแปลงค่าใช้บริการ อัตราค่าสมาชิก ค่าผลิตภัณฑ์ และค่าใช้จ่ายอื่นใดที่เรียกเก็บจาก
ผู้บริโภค ตามเงื่อนไขและวิธีการชำระเงินตามสัญญาได้เพียงฝ่ายเดียว อันมีผลทำให้ผู้บริโภค
ต้องรับภาระเพิ่มมากขึ้นกว่าขณะที่ได้ทำสัญญา
    (๔) ข้อสัญญาที่กำหนดให้สิทธิผู้ประกอบธุรกิจเลิกสัญญากับผู้บริโภค โดยไม่ต้องบอกกล่าว
เป็นลายลักษณ์อักษร หรือโดยผู้บริโภคมิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ และผู้ประกอบธุรกิจ
มีสิทธิริบเงินมัดจำทั้งหมด
    (๕) ข้อสัญญาที่กำหนดว่าหากผู้บริโภคไม่ใช้บริการตามกำหนดระยะเวลา ผู้ประกอบธุรกิจ
มีสิทธิยกเลิกสัญญาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าและมีสิทธิริบเงินที่ผู้บริโภคชำระไว้แล้ว
    (๖) ข้อสัญญาที่กำหนดห้ามผู้บริโภคยกเลิกสัญญาหรือขอคืนเงินที่ชำระไว้แล้ว
    (๗) ข้อสัญญาที่กำหนดว่าจะไม่คืนเงินที่ผู้บริโภคได้ชำระมาแล้วไม่ว่ากรณีใด ๆ
    (๘) ข้อสัญญาที่กำหนดให้การต่อระยะเวลาการให้บริการเสริมความงามมีผลบังคับทันที
เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญา
    (๙) ข้อสัญญาที่ให้สิทธิผู้ประกอบธุรกิจจัดเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
ของผู้บริโภคโดยไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 ตรี: ผลเมื่อสัญญาไม่ใส่ข้อที่กฎหมายบังคับให้มี
    มาตรา ๓๕ ตรี เมื่อคณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดให้สัญญาของการประกอบธุรกิจที่ควบคุมสัญญาต้องใช้ข้อสัญญาใด หรือต้องใช้ข้อสัญญาใดโดยมีเงื่อนไขในการใช้ข้อสัญญานั้นด้วยตามมาตรา ๓๕ ทวิ แล้ว ถ้าสัญญานั้นไม่ใช้ข้อสัญญาดังกล่าวหรือใช้ข้อสัญญาดังกล่าวแต่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ให้ถือว่าสัญญานั้นใช้ข้อสัญญาดังกล่าวหรือใช้ข้อสัญญาดังกล่าวตามเงื่อนไขนั้น แล้วแต่กรณี
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 จัตวา: ผลของข้อสัญญาที่กฎหมายห้ามใช้
    มาตรา ๓๕ จัตวา เมื่อคณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดให้สัญญาของการประกอบธุรกิจที่ควบคุมสัญญาต้องไม่ใช้ข้อสัญญาใดตามมาตรา ๓๕ ทวิ แล้ว ถ้าสัญญานั้นใช้ข้อสัญญาดังกล่าว ให้ถือว่าสัญญานั้นไม่มีข้อสัญญาเช่นว่านั้น
น้องแว่น Kelomn
น้องแว่นสรุปแบบเข้าใจง่าย

ข้อความว่า “ชำระแล้วไม่คืนเงินทุกกรณี” ไม่สามารถตัดสิทธิตามกฎหมายได้: ประกาศห้ามใช้ข้อความลักษณะนี้ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคให้ถือเสมือนว่าสัญญาไม่มีข้อความต้องห้ามนั้น

แต่ยังต้องตรวจเหตุบอกเลิกของคุณ: การไม่มีผลของข้อความต้องห้ามไม่ได้แปลว่าทุกคนได้เงินคืนทันที ผู้บริโภคยังต้องแสดงว่าตนมีเหตุบอกเลิกตามแบบสัญญามาตรฐาน และควรได้เงินคืนเท่าใดค่ะ

ตอนที่ 3  ·  ลงมือใช้สิทธิ

5

บอกเลิกอย่างไรให้เป็นหลักฐาน

แบบสัญญามาตรฐานไม่ได้ระบุว่าผู้บริโภคต้องบอกเลิกผ่านช่องทางใด แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ช่วยให้ตรวจวันครบกำหนดคืนเงินได้ชัดคือ หลักฐานว่าบอกเลิกวันไหน เพราะทั้ง 15 วันและ 45 วันเริ่มนับจากวันนั้น

พี่อีโทรไปบอกยกเลิกทางโทรศัพท์อย่างเดียว พอเรื่องยืดเยื้อก็เถียงกันว่าตกลงบอกวันไหน — ถ้าส่งข้อความหรืออีเมลไว้ด้วย จะมีวันที่ติดอยู่กับข้อความนั้นเองค่ะ

ระบุให้ครบ
ชื่อ เบอร์โทร เลขที่สัญญา วันที่ชำระเงิน และยอดที่จ่าย
บอกเหตุ
เช่น ยังไม่ได้ใช้บริการ และอยู่ภายในเจ็ดวันนับจากวันชำระเงิน
ระบุวิธีรับเงินคืน
ตรงกับวิธีที่จ่ายมา เพื่อไม่ให้เถียงกันเรื่องกำหนดเวลา
เก็บหลักฐานการส่ง
ภาพหน้าจอข้อความ อีเมล หรือใบตอบรับไปรษณีย์
ถ้าจะให้แน่นที่สุด ส่งเป็นหนังสือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับควบคู่กับข้อความ จะได้มีวันที่ที่โต้แย้งยาก ทั้งนี้ประกาศไม่ได้กำหนดวิธีบอกเลิกของผู้บริโภคไว้ ตัวบทที่ยกมาด้านล่างจึงไม่ใช่ตัวบทเรื่องวิธีบอกเลิก แต่เป็นตัวบทที่ทำให้เรามีสัญญาอยู่ในมือไว้อ้างเลขที่สัญญาและวันที่ค่ะ
ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 ข้อ 6: ต้องทำสัญญาสองฉบับและส่งมอบให้ผู้บริโภคทันที
    ข้อ ๖ สัญญาให้บริการเสริมความงาม ต้องจัดทำขึ้นสองฉบับซึ่งมีข้อความถูกต้องตรงกัน
โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องส่งมอบสัญญาให้บริการเสริมความงามหนึ่งฉบับตามแบบสัญญาท้ายประกาศนี้
ให้แก่ผู้บริโภคทันทีที่คู่สัญญาได้ลงนามในสัญญา กรณีทำสัญญาให้บริการเสริมความงามผ่านช่องทาง
อิเล็กทรอนิกส์ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์กำหนด
น้องแว่น Kelomn
น้องแว่นสรุปแบบเข้าใจง่าย

คลินิกต้องทำสัญญา 2 ฉบับที่มีข้อความตรงกัน และส่งมอบให้ผู้บริโภค 1 ฉบับทันทีเมื่อทำสัญญา ผู้บริโภคจึงควรได้รับเอกสารกลับบ้าน ไม่ใช่เพียงภาพถ่ายหรือคำอธิบายด้วยวาจา

เก็บสัญญาไว้ใช้ทำอะไร: สัญญา ใบเสร็จ และหลักฐานการเข้ารับบริการช่วยยืนยันวันที่จ่ายเงิน รายการคอร์ส จำนวนครั้งที่ใช้ และยอดบริการที่ยังเหลือ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการคำนวณเงินคืนค่ะ

6

ถ้าคลินิกไม่คืนตามกำหนด

เมื่อพ้นกำหนด 15 วันหรือ 45 วันแล้วยังไม่ได้เงิน ควรรวมแฟ้มเอกสารเรียงตามวันที่ไว้ให้ครบ เพราะช่วยตรวจสอบได้ว่าเกิดเหตุบอกเลิกเมื่อไร ใช้บริการไปเท่าไร และยอดที่ขอคืนคำนวณจากอะไรค่ะ

พี่เอฟรวมเอกสารได้ 5 อย่าง — สัญญา ใบเสร็จ ใบบันทึกรายครั้ง ข้อความบอกเลิกพร้อมวันที่ และภาพหน้าจอที่คลินิกตอบกลับ — แล้วยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมระบุว่าครบกำหนดวันไหน

ช่องทาง สคบ. ที่ตรวจล่าสุด: ยื่นเรื่องออนไลน์ได้ที่ ระบบร้องทุกข์ผู้บริโภค หรือขอคำปรึกษาที่สายด่วน 1166 โดยเตรียมรายละเอียดผู้ถูกร้องและแนบหลักฐานให้ครบค่ะ
ข้อควรระวัง — บทกำหนดโทษอยู่ใน พระราชบัญญัติ ไม่ใช่ในตัวประกาศ และมาตรา 57 เอาผิดกับการไม่ส่งมอบสัญญาที่ถูกต้องตามกำหนดเวลา ส่วนการไม่คืนเงินเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 57: บทกำหนดโทษกรณีไม่ส่งมอบสัญญาที่ถูกต้อง
    มาตรา ๕๗ ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดไม่ส่งมอบสัญญาที่มีข้อสัญญาหรือมีข้อสัญญาและแบบถูกต้องตามมาตรา ๓๕ ทวิ หรือไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินที่มีรายการและข้อความถูกต้องตามมาตรา ๓๕ เบญจ ให้แก่ผู้บริโภคภายในระยะเวลาตามมาตรา ๓๕ อัฏฐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดส่งมอบหลักฐานการรับเงิน โดยลงจำนวนเงินมากกว่าที่ผู้บริโภคจะต้องชำระและได้รับเงินจำนวนนั้นไปจากผู้บริโภคแล้ว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการประกอบธุรกิจเช่นนั้นแล้ว
น้องแว่น Kelomn
น้องแว่นสรุปแบบเข้าใจง่าย

ถ้าพ้นกำหนดคืนเงินแล้วยังไม่ได้รับเงิน: ส่งข้อความทวงเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุวันที่บอกเลิก ช่องทางคืนเงิน วันครบกำหนด และยอดที่ขอคืนให้ชัดเจน

หากยังแก้ไขไม่ได้: เตรียมสัญญา ใบเสร็จ หลักฐานการใช้บริการ ข้อความบอกเลิก และคำตอบของคลินิก แล้วยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคผ่านระบบร้องทุกข์ออนไลน์หรือสายด่วน 1166 ค่ะ

ขอบเขตของบทความนี้ค่ะ — บทความนี้ตอบเฉพาะเรื่องการบอกเลิกและการคืนเงิน โดยแสดงแบบสัญญาครบทั้ง 6 หน้า และชี้จุดที่ต้องแก้ตามประกาศฉบับที่ 2 พ.ศ. 2569 ไว้แล้ว ส่วนคำอธิบายเชิงลึกว่าสัญญาแต่ละช่องต้องกรอกอย่างไรและมีข้อห้ามอะไรอีกบ้าง อ่านต่อได้ในบทความหลักของชุดนี้ คลินิกความงามต้องใช้แบบสัญญา สคบ.
กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องแต่อยู่นอกบทความนี้ — การโฆษณาของคลินิกยังอยู่ใต้กฎหมายอีกหลายฉบับ ทั้งบทบัญญัติเรื่องการโฆษณาในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ประกาศของแพทยสภาเกี่ยวกับการโฆษณาการเสริมความงาม และกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล หากข้อพิพาทของคุณเกี่ยวกับคำโฆษณา มาตรฐานวิชาชีพ หรือใบอนุญาตสถานพยาบาล จะต้องตรวจข้อเท็จจริงและกฎหมายเฉพาะเรื่องนั้นเพิ่มเติม เพราะบทความนี้อธิบายเฉพาะสิทธิตามสัญญาคอร์สเสริมความงามค่ะ

อ่านคำอธิบายจาก สคบ. ↗

คอร์สเสริมความงาม: กับดักที่มัดมือชกผู้บริโภค

บทความของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 · สรุปสิทธิ 7 วัน การคืนตามสัดส่วน และกำหนดเวลาคืนเงิน

เปิดต้นฉบับทางการที่ ราชกิจจานุเบกษา ↗

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๙

เล่ม 143 ตอนพิเศษ 128 ง หน้า 19–20 · ลงราชกิจจานุเบกษา 21 พฤษภาคม 2569 · ฉบับแก้ไขที่ใช้อยู่

ตรวจตัวบทที่ต้นทางราชการ

พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒

พระราชบัญญัติแม่บทที่ประกาศฉบับนี้ออกตาม — ตรวจตัวบทฉบับปัจจุบันได้ที่ระบบสืบค้นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

คำถามที่คนซื้อคอร์สความงามถามบ่อย

ซื้อคอร์สความงามแล้วเปลี่ยนใจ ขอเงินคืนเต็มจำนวนได้ไหม?

หากคอร์สอยู่ในนิยามธุรกิจการให้บริการเสริมความงามตามประกาศฉบับปัจจุบัน และเหตุมีเพียงการเปลี่ยนใจ แบบสัญญามาตรฐานท้ายประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2568 ให้ขอคืนเต็มจำนวนได้เมื่อยังไม่ได้ใช้บริการและบอกเลิกภายใน 7 วันนับจากวันที่ชำระเงิน แต่หากมีเหตุอื่นที่แบบสัญญากำหนด เงินคืนจะคำนวณตามส่วนของบริการที่ยังไม่ได้รับ ซึ่งอาจเท่ากับเต็มจำนวนหากยังไม่ได้รับบริการเลย

ถ้าใช้บริการไปแล้วบางครั้ง จะได้อะไรคืน?

ไม่ได้หมายความว่าขอคืนได้เสมอ ผู้บริโภคต้องมีเหตุอื่นที่แบบสัญญามาตรฐานกำหนด เช่น คลินิกปิดหรือย้ายจนไม่อาจใช้บริการที่อื่นหรือสาขาอื่นได้โดยสะดวก หรือมีหลักฐานแพทย์รับรองว่าหากใช้บริการต่อไปอาจเป็นอันตรายจนไม่สามารถใช้บริการเสริมความงามต่อไปได้ เมื่อบอกเลิกได้ตามเหตุนั้น จึงได้คืนตามสัดส่วนของบริการที่ยังไม่ได้รับ

คลินิกต้องคืนเงินภายในกี่วัน?

เงินสด เงินโอน หรือเช็ค ภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีการบอกเลิกสัญญา ส่วนการคืนผ่านบัตรเครดิตภายใน 45 วัน และผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิหักค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตได้ถ้ามี

สัญญาเขียนว่าชำระแล้วไม่คืนเงินทุกกรณี ใช้บังคับได้ไหม?

ไม่ได้ ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2568 ข้อ 5 ห้ามใช้ข้อสัญญาที่กำหนดว่าจะไม่คืนเงินไม่ว่ากรณีใด และมาตรา 35 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ให้ถือว่าสัญญานั้นไม่มีข้อสัญญาดังกล่าว

ทำไมธุรกิจเสริมความงามจึงเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา?

พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 ทวิ ให้อำนาจคณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดธุรกิจควบคุมสัญญา ต่อมาประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2568 ข้อ 1 ระบุให้ธุรกิจเสริมความงามอยู่ภายใต้ระบบนี้ และข้อ 4 ถึงข้อ 6 ของประกาศฉบับเดียวกันกำหนดแบบสัญญา ข้อสัญญาต้องห้าม และการส่งมอบสัญญาแก่ผู้บริโภค

☕ น้องแว่นสรุปแบบง่ายที่สุด

เริ่มจากคำถามเดียวก่อนค่ะ — “เคยใช้บริการแล้วหรือยัง?” จากนั้นตรวจจำนวนวันที่ผ่านไป เหตุบอกเลิก และช่องทางคืนเงินตามลำดับ

  1. ยังไม่เคยใช้บริการ และบอกเลิกภายใน 7 วันนับจากวันจ่ายเงิน — หากครบทั้ง 2 เงื่อนไข คุณขอคืนเงินทั้งหมดได้ อ่านเงื่อนไขคืนเต็มจำนวน
  2. เคยใช้บริการแล้ว หรือพ้น 7 วัน — การเปลี่ยนใจอย่างเดียวไม่พอ ต้องตรวจว่ามีเหตุอื่นตามแบบสัญญาหรือไม่ เช่น คลินิกโอนสิทธิให้บุคคลอื่นโดยเราไม่ยินยอม หรือใช้แพทย์ พนักงาน หรือเครื่องมือไม่ตรงกับที่ระบุในสัญญา หากมีจึงขอคืนส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ได้ อ่านเหตุบอกเลิกข้ออื่น
  3. เมื่อบอกเลิกโดยมีเหตุแล้ว ให้ดูช่องทางคืนเงิน — เงินสด เงินโอน หรือเช็คกำหนด 15 วัน ส่วนการคืนผ่านบัตรเครดิตกำหนด 45 วัน ทั้ง 2 ระยะเริ่มนับจากวันที่บอกเลิก อ่านวิธีนับกำหนดคืนเงิน
  4. ข้อความว่า “ชำระแล้วไม่คืนเงินทุกกรณี” ตัดสิทธิตามกฎหมายไม่ได้ — แต่ผู้บริโภคยังต้องแสดงเหตุบอกเลิกและจำนวนเงินที่ควรได้รับคืน อ่านเรื่องข้อสัญญาต้องห้าม
  5. ทำการบอกเลิกให้ตรวจสอบวันที่ได้ — เก็บข้อความหรือหนังสือบอกเลิก สัญญา ใบเสร็จ และหลักฐานการใช้บริการไว้ด้วยกัน อ่านวิธีเตรียมหลักฐาน
  6. พ้นกำหนดแล้วยังไม่ได้เงิน — ทวงเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วนำเอกสารทั้งหมดไปร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค อ่านขั้นตอนร้องเรียน

ถ้ากำลังตัดสินใจขอเงินคืน ให้เริ่มจากเปิดสัญญาและใบเสร็จ แล้วจดคำตอบ 4 อย่างไว้ค่ะ: จ่ายวันไหน เคยใช้บริการหรือยัง บอกเลิกด้วยเหตุใด และต้องการให้คืนผ่านช่องทางใด จากนั้นจึงเทียบกับหัวข้อข้างบนทีละข้อ

อ้างอิง: แบบสัญญามาตรฐานสัญญาให้บริการเสริมความงาม ท้ายประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ พ.ศ. ๒๕๖๘ ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 และข้อ 7 · ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๖๘ ข้อ 5 และข้อ 6 · พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๕ ตรี มาตรา ๓๕ จัตวา และมาตรา ๕๗

อ่านต่อในชุดสิทธิผู้บริโภค

กลับหน้าหลัก สิทธิผู้บริโภค กฎปี 2569 ก่อนโพสต์ขายอาหาร: เช็ก 3 กลุ่มข้อความ + คำเตือนเฉพาะสินค้า เปิดร้านกาแฟต้องขออนุญาตอะไรบ้าง ซื้อของออนไลน์ของไม่ตรงปก โดนโกง — สิทธิผู้บริโภคที่ต้องรู้

💛 หมายเหตุจาก Kelomn: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลความรู้ทั่วไปด้านกฎหมายธุรกิจและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี และไม่สามารถใช้แทนการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ หากมีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องการความชัดเจน ควรตรวจตัวบทฉบับเป็นทางการและขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ตัวบทกฎหมายทางการสามารถดูได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS) — Kelomn · AI Legal Research Project · Business Law for the Business Life

รับอัปเดตกฎหมายธุรกิจจาก Kelomn

ติดตามบทความใหม่ เครื่องมือ KKB และสรุปประเด็นกฎหมายธุรกิจที่ควรรู้จากหน้านี้ได้ต่อใน KKB Fans

สมัครรับข่าว ติดต่อทีม Kelomn

ถ้าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์ ให้ส่ง กาแฟและขนมปัง ให้เป็นกำลังใจ

กดให้กาแฟ หรือ ขนมปัง สัก 1 อย่างไหมคะ?

ทานกาแฟ ไปแล้ว 18 แก้ว · ทานขนมปัง ไปแล้ว 6 แผ่น